<?xml version="1.0" encoding="TIS-620"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>:: PitlokCenter.com :: ศูนย์กลางธุรกิจพิษณุโลก ::</title>
<description>Rss XML</description>
<link>http://www.pitlokcenter.com</link>
<pubDate>Wed, 21 Dec 2011 10:15:08 +0700</pubDate>
<item>
<title><![CDATA[ทีโอที เดินหน้าปรับปรุงคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและขอบคุณลูกค้าที่ใช้บริการ พร้อมประชาสัมพันธ์ มอบของขวัญ TOT 3.9 G เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ]]></title>
<description><![CDATA[<span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span">วันที่ 17 ธันวาคม 2554 ทีโอที โดย ส่วนบริการลูกค้าจังหวัดพิษณุโลก เดินหน้าปรับปรุงคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและขอบคุณลูกค้าที่ใช้บริการ เพื่อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2555 โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น</span>
<div><span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span">เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 นายอธิราช วงษ์อุทัยนันท์ โทรศัพท์จังหวัดพิษณุโลก และพนักงานบริการลูกค้าจังหวัดพิษณุโลก เยี่ยมสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนางสาวภาระกิต เจริญกองชู ผู้จัดการร่วมด้วยช่วยกัน จังหวัดพิษณุโลก FM 92.50 MHz และรับฟังผ่านทางเว็บ www.rd1677.com เป็นผู้ดำเนินรายการ&nbsp;</span>
</div>
<div><br />
  <div style="text-align: center; "><span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span"><img src="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/86154.jpg" /></span>
  </div><br />
</div>
<div><span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span">นายอธิราช วงษ์อุทัยนันท์ โทรศัพท์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ได้เปิดโครงการ TOT Phitsanulok Customer Care ณ บริเวณหน้าอาคารศูนย์บริการลูกค้า ทีโอที สาขาพิษณุโลก (ห้าแยกโคกมะตูม) อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งปัจจุบันการให้บริการอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ส่วนบริการลูกค้าจังหวัดพิษณุโลก จึงได้จัดโครงการ TOT Phitsanulok Customer Care ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2554 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 ในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ ตามโครงการที่ 1 ตั้งแต่บริเวณตลาดห้าแยกโคกทะตูม และบริเวณตลาดสถานีรถไฟ รวมลูกค้าเป้าหมายตามโครงการฯ จำนวน 600 ราย โดย ทีโอที จัดทีมพนักงานช่างออกพบลูกค้าเพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ด้วยการเปลี่ยนสายภายในบ้านหรืออาคารให้ลูกค้า โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น</span><br /><br />
  <div style="text-align: center; "><span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span"><img src="http://www.rd1677.com/backoffice//PicUpdate/86154_2.jpg" /></span>
  </div>
</div>
<div><span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span"><br /></span>
</div>
<div><span style="-webkit-border-horizontal-spacing: 3px; -webkit-border-vertical-spacing: 3px; " class="Apple-style-span">เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของ ทีโอที และมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2555 และนำเสนอโปรโมชั่น เน็ตซิ่ง ความเร็ว 7 Mbps. ราคา 390 - บาทต่อเดือน เฉพาะ 2 เดือนแรก เดือนที่ 3 เป็นต้นไป ราคา 590 บาท นอกจากนี้ ทีโอที ยังมีบริการอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วผ่านเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง TOT Fiber 2U ความเร็ว 10-100 Mbps สำหรับบริการลูกค้าที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตของลูกค้าไม่สามารถใช้งานได้ โดยโทรแจ้งที่เลขหมาย 1177 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมตามโครงการที่ 1 แล้ว ทีโอที โดยส่วนบริการลูกค้าพิษณุโลก จะดำเนินการตามโครงการนี้ ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลก พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ ทีโอที จะเปิดให้บริการ TOT 3.9 G ได้ทันภายในปีนี้ และจะแจกซิม เพื่อใช้งาน ในงานมหกรรมอาหารและเคาน์ดาวน์พิษณุโลก วันที่ 25 ธันวาคม 2554 - 1 ธันวาคม 2555 ต่อไป<br /><br />ที่มา :<br /><img border="0" alt="" src="/backoffice/php_form/uploads/images/logo-RD.jpg" /></span>
</div>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4954&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:31 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Security: ระวัง!!! แอนตี้ไวรัส McAfee, Norton ตัวปลอมหลอกขโมยข้อมูล]]></title>
<description><![CDATA[
<p><strong><span style="COLOR: #808080">[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]</span></strong> นายเกาเหลาเพิ่งกลับมาจากการพักผ่อนที่ยาวนานช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังจากเล่นน้ำคลายร้อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พบอีเมล์จากคุณผู้อ่านฉบับหนึ่งบอกว่า ท่องเน็ตอยู่ดีๆ หน้าจอคอมพ์ก็แสดงไดอะล็อกบ๊อกซ์ของแอนตี้ไวรัส McAfee แจ้งว่า พบไวรัสในเครื่อง หากต้องการให้กำจัด (remove) ไวรัสออกไป ต้องจ่ายค่าโปรแกรมผ่านบัตรเครดิต เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมแก้ไข โชคดีที่ผู้เล่นท่านนี้ตกใจก็เลยปิดหน้าต่างโปรแกรมแล้วรีสตาร์ทเครื่องใหม่เลย</p>
<p>ที่นายเกาเหลาบอกโชคดีก็เพราะว่า แม้แอนตี้ไวรัสที่จะแสดงตัวว่าเป็นแบรนด์ดัง แต่พฤติกรรมของมันค่อนข้างแปลกมาก เพราะหากเป็นแอนตี้ไวรัสตัวจริง ไม่ว่าจะเป็น McAfee หรือ Norton จะไม่ใช้วิธีเรียกร้องให้คุณซื้อบริการเพื่อกำจัดไวรัสแบบทันทีทันใดในลักษณะนี้ ยกเว้นกรณีแจ้งเตือนหมดอายุ เพื่อให้ผู้ใช้ทราบ และต่ออายุการใช้งานโปรแกรมสำหรับการคุ้มคครองเครื่องคอมพ์ของคุณให้ปลอดภัยต่อไป</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img alt="" width="500" height="371" style="WIDTH: 500px; HEIGHT: 371px" src="http://www.arip.co.th/images/news/security/1/nortel-anti-virus.jpg" />
</div>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><em>สังเกตให้ดีนะครับ มันชื่อ Nortel ไม่ใช่ Norton </em>
</div>
<p>นายเกาเหลายังอ่านพบข่าวสารบนเน็ตอีกจำนวนหนึ่งด้วยว่า ช่วงหลังการหลอกลวงผู้ใช้ด้วยซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสปลอม มีลูกเล่นที่ดูเนียน และตรวจจับยากกว่าฟิชชิ่ง (Phishing) เสียอีก โดยเฉพาะเทคนิคที่ใช้การปลอมตัวเป็น"ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแบรนด์ดัง" (ชื่อละม้ายคล้ายคลึงไปจนถึงเหมือนกันเป๊ะ)&nbsp;เพื่อหลอกเอาข้อมูลบัตรเครดิตของผู้ใช้พร้อมทั้งติดตั้งมัลแวร์สำหรับการเข้าถึงฮาร์ดดิสก์ของเหยื่อ ซึ่งวิธีนี้มันทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ผู้ใช้มือใหม่อาจจะคุ้นหูมาบ้าง&nbsp;อันนี้น่ากลัวมากๆ เอาเป็นว่า กล่าวโดยสรุปก็คือ ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสตัวจริงจะไม่ใช้วิธีเรียกร้องให้คุณต้องจ่ายเงิน เพื่อกำจัดไวรัสออกไปจากเครื่องในลักษณะเป็นข้อต่อรองอย่างแน่นอน</p>
<p>ที่มา :<br /><img border="0" alt="" width="130" height="80" style="WIDTH: 130px; HEIGHT: 80px" src="http://www.arip.co.th/images/logo_arip.jpg" /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4585&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดศูนย์บริการ Phitsanulok Wi-Fi City ณ ศูนย์บริการ ทีโอที สาขาริมน้ำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก]]></title>
<description><![CDATA[
<p align="center"><img border="1" vspace="3" align="center" src="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/69224.jpg" /></p>
<p>พิธีเปิดศูนย์บริการ Phitsanulok Wi-Fi City ณ ศูนย์บริการ ทีโอที สาขาริมน้ำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก <br />เมื่อวันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2553 นายรังสรรค์ จันทร์นฤกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ภาคขายและบริการภูมิภาคที่ 3 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ เทศบาลนครพิษณุโลก โดย ดร.เปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศมนตรี เทศบาลนครพิษณุโลก เปิดให้บริการระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง Wi-Fi และได้รับเกียรติจาก ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ให้เกียรติร่วมเปิดงานโครงการ "Phitsanuloke Wi-Fi City"</p>
<p>บริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน ใช้ดำเนินการเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (Wi-Fi) ชื่อโครงการ "Phitsanuloke Wi-Fi City"เพื่อเปิดบริการแก่ชาวพิษณุโลกรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในการติดต่อสื่อสารบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยมีพื้นที่ให้บริการ ดังนี้ บริเวณห้องสมุดเทศบาลนครพิษณุโลก บริเวณสวนชมน่าน ทั้ง 2 ฝั่ง บริเวณตลาดไนท์บาร์ซ่า และนเขตพื้นที่เทศบาลนครพิษณุโลก ซึ่งดำเนินการติดตั้งภายในปี 2553 โดยลูกค้าสมารถซื้อบัตรอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ( Wi-Fi) ได้ตามสถานที่ดังนี้<br />1. ห้องสมุดเทศบาลนครพิษณุโลก ถ.ขุนพิเรนทรเทพ จ.พิษณุโลก<br />2. อาคารเทศบาลนครพิษณุโลก ถ.บรมไตรโลกนาถ 2 อ.เมือง จ.พิษณุโลก<br />3. ศูนย์บริการลูกค้าสาขาริมน้ำ ถ. พุทธบูชา อ.เมือง จ.พิษณุโลก<br />4. ศูน์บริการลูกค้าสาขาพิษณุโลก (ห้าแยกโคกมะตูม) ถ.พิชัยสงคราม อ.เมือง จ.พิษณุโลก</p>
<p>บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทชั้นนำด้านสื่อสารโทรคมนาคม มีความพร้อมในการขยายการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (TOT Wi-Fi) เพื่อรองรับความต้องการด้านการสื่อสารไร้สายความเร็วสูงของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นประตูสู่แยกอินโดจีน ในการพัฒนาศักภาพด้านการสื่อสารข้อมูล และส่งผลกระทบที่ดีต่อเศรษฐกิจ ของประเทศต่อไป </p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.rd1677.com/branch.php?id=69224"><img border="0" alt="" src="/backoffice/php_form/uploads/images/logo-RD.jpg" /></a><a target="_blank" href="http://www.rd1677.com/branch.php?id=69224"></a></p>
<p>&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4539&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตั้งค่าระบบเครือข่ายแบบง่ายๆ บนวินโดวส์ 7]]></title>
<description><![CDATA[<p>ในที่สุดไมโครซอฟท์ก็ทำให้วินโดวส์สามารถตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านได้ในขั้นตอนแบบง่ายๆ .. และนี่คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทราบ</p>
<p>ไมโครซอฟท์พยายามบนวินโดวส์หลายเวอร์ชันมานานมากแล้ว เพื่อที่จะทำให้การตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านนั้นเป็นไปอย่างง่ายดาย เชื่อมต่อได้อัตโนมัติ และก็สามารถแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ได้สะดวก ในที่สุดก็มาประสบความสำเร็จในวินโดวส์ 7 ด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่า "HomeGroup" </p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="networking windows7" alt="networking windows7" width="400" height="331" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 331px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/PCMag/128/home-networking-windows7_1.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>เลือกชนิดของระบบเครือข่าย - คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายแบบ Home ถึงจะเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้</em></p>
<p>โฮมกรุ๊ป (HomeGroup) ช่วยผู้ใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านด้วยฟังก์ชันการเข้าถึงและแชร์ข้อมูลเพียบพร้อมและยืดหยุ่น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากบนวินโดวส์ 7 และนั่นก็หมายถึงว่า ผู้ใช้วินโดวส์วิสต้า เอ็กซ์พี แมค และลินุกซ์ คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความสะดวกสบายที่ว่า<br />&nbsp;วินโดวส์ 7 ช่วยเราในการสร้างระบบเครือข่ายได้ 3 รูปแบบ - Home, Work และ Public หรือก็คือเครือข่ายภายในบ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ แต่ในการใช้งานโฮมกรุ๊ปนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพีซีบนระบบเครือข่ายทุกเครื่องตั้งค่าการเชื่อมต่อเอาไว้เป็นแบบ Home เท่านั้น ซึ่งในการตั้งค่าที่ว่าบนวินโดวส์ 7 ก็สามารถทำได้โดยไปที่คอนโทรลพาเนล แล้วเลือก Network and Internet จากนั้นก็เลือก Network and Sharing Center (หรือใครอยากจะใช้วิธีลัดด้วยการคลิกขวาที่ไอคอนเน็ตเวิร์กบนซิสเต็มเทรย์มุมล่างขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่ Network and Sharing Center ก็ได้เช่นกัน) และท้ายสุดก็คือดูให้แน่ใจว่าเราได้เลือกค่าเอาไว้เป็น "Home network" ภายใต้ไอคอนระบบเครือข่าย หากยังไม่ใช่ก็คลิกที่ลิงก์ "Public network" หรือ "Work network" แล้วเปลี่ยนให้เป็น "Home network" แทน</p>
<p>เพียงแค่นี้เราก็สามารถสร้างโฮมกรุ๊ปได้แล้ว ซึ่งที่จริงหลังจากที่เราเปลี่ยนระบบเครือข่ายเป็นแบบภายในบ้านหรือ Home วินโดวส์ 7 ก็จะพาเราไปยังหน้าต่างสำหรับตั้งค่าอย่าง Create a homegroup เพื่อสร้างโฮมกรุ๊ปใหม่ขึ้นมา หรือถ้าได้เลือก Home เอาไว้อยู่แล้ว ก็คลิกที่ลิงก์ Choose homegroup and sharing options แล้วตามด้วย Create ได้เลย</p>
<p>ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเลือกชนิดของไฟล์ที่ต้องการแบ่งปันกันกับสมาชิกคนอื่นในโฮมกรุ๊ป ก็มีให้เลือกตั้งแต่รูปภาพ เพลง วิดีโอ ไฟล์เอกสาร หรือแม้แต่การแชร์เครื่องพิมพ์ โดยตัวเลือกเหล่านี้จะสอดคล้องกับไลบรารี (library) ที่วินโดวส์ 7 สร้างขึ้นตามค่าดั้งเดิมตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์ และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้แต่ละคนในยูสเซอร์โพรไฟล์ด้วย</p>
<p>สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ความจริงแล้วก็คือ การแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ที่อยู่บนพีซีของเราให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อยู่บนโฮมกรุ๊ปให้สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น โฟลเดอร์ c:UsersxxxxPictures หรือ c:UsersxxxxMusic และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อย่าง c:UsersPublic ด้วย โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มโฟลเดอร์ต่างๆ ที่ต้องการแชร์ได้มากตามต้องการ</p>
<p>หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ วินโดวส์ 7 ก็จะเปิดโอกาสให้เราตั้งค่ารหัสผ่านสำหรับเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพีซีเครื่องอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานโฮมกรุ๊ปก็จำเป็นต้องทราบรหัสผ่านนี้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเก็บรักษารหัสผ่านให้ดีๆ (อาจใช้วิธีไฮไลต์เลือกแล้วก็ก๊อบปี้ไปเก็บไว้ในเท็กซ์ไฟล์หรือส่งเป็นอีเมล์ไว้ในอินบ็อกซ์ของเราก็ได้) หรืออาจสั่งพิมพ์ออกมาไว้ซักชุดยามฉุกเฉิน และจะได้ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตั้งค่าให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ บนโฮมกรุ๊ปเดียวกันด้วย</p>
<p>หลังจากเราคลิก Finish เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า คำสั่ง Change homegroup settings เป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้เราเปลี่ยนรหัสผ่านหากเปลี่ยนใจอยากกำหนดใหม่ รวมไปถึงการเข้าถึงการตั้งค่าชั้นสูงในหน้า Advanced Sharing Settings ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่น้อยอย่างน้อยก็ในตอนนี้ก็คือ การปรับเพิ่มไลบรารี โฟลเดอร์ หรือไฟล์ในโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็น่าแปลกใจพอสมควรที่ไมโครซอฟท์มองข้ามตรงนี้ไป ทั้งที่สิ่งต่างๆ บนโฮมกรุ๊ปควรถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นที่สุด</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="networking windows7" alt="networking windows7" width="400" height="316" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 316px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/PCMag/128/home-networking-windows7_2.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>ตัวเลือกบนโฮมกรุ๊ป - ในส่วน Change homegroup settings เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและเรียกใช้การกำหนดค่าชั้นสูงอย่าง Advanced Sharing</em>&nbsp;</p>
<p>แม้จะยังไม่จำเป็นนัก แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ลองแวะเข้ามาที่ Advanced Sharing Settings ดูสักนิดด้วยการคลิก Change advanced sharing settings แล้วเลือกลูกศรชี้ลงที่อยู่ข้างๆ Home หรือ Work<br />&nbsp;ตรงจุดนี้เราจะเห็นตัวเลือกอีก 6 ตัว ที่ระบุถึงรูปแบบการตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านของวินโดวส์ 7 (ที่จริงแล้วระบบเครือข่ายทุกแบบบนวินโดวส์ 7 ก็ใช้การตั้งค่าเบื้องต้นในลักษณะเดียวกันนี้) โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในกรอบ Advanced Sharing ก็คือ การกำหนดค่าการค้นหาคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย (network discovery - ทำให้พีซีเครื่องอื่นสามารถมองเห็นคอมพิวเตอร์ของคุณได้) การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ และการแชร์สื่อข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากไม่ได้เลือกค่าเหล่านี้ไว้ เราก็แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากโฮมกรุ๊ปเลย...เราจะไม่มีโอกาสได้ใช้คุณสมบัติที่ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลบนคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ภายในบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านศูนย์กลางที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหลักหรือบนฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการเก็บข้อมูลส่วนกลางของสมาชิกในบ้าน</p>
<p>หลังจากที่เราได้สร้างโฮมกรุ๊ปขึ้นมา คอมพิวเตอร์ที่มองเห็นเครือข่ายของเราก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโฮมกรุ๊ปได้ โดยผู้ใช้แต่ละเครื่องเพียงแค่ไปเรียก Network and Sharing Center ขึ้นมาจากคอนโทรลพาเนล แล้วคลิกที่ Choose homegroup ซึ่งจะมีคำถามปรากฏขึ้นมาเพื่อยืนยันในการเข้าเป็นสมาชิกโฮมกรุ๊ปว่า "Do you want to join a homegroup?" พร้อมด้วยรายชื่อโฮมกรุ๊ปที่มีอยู่ จากนั้นก็คลิกที่ Join Now เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ</p>
<p>หลังจากที่เราเข้าไปสมาชิกในโฮมกรุ๊ปแล้ว จะมีลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าช่วยเหลือของวินโดวส์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงไฟล์และทรัพยากรต่างๆ บนโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็ช่วยเหลือได้อย่างดีสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ค้นเคยกับการแชร์ข้อมูลต่างๆ ลักษณะนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักวิธีแชร์ไฟล์ของตัวเองให้กับคนอื่นๆ</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="networking windows7" alt="networking windows7" width="400" height="439" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 439px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/PCMag/128/home-networking-windows7_3.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>แบ่งปันไลบรารี - คลิกขวาที่ไลบรารีแล้วเลือก Share With เพื่อกำหนดค่าในการเปลี่ยนรูปแบบการแชร์ไลบรารีให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ</em>&nbsp;</p>
<p>โดยปกติแล้วไลบรารีต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนติดตั้งวินโดวส์ 7 จะถูกแบ่งปันบนโฮมกรุ๊ปโดยทันที แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไม่เฉพาะไลบรารีเหล่านี้เท่านั้นที่เราแชร์ให้กับคนอื่นๆ ได้ เราสามารถกำหนดการแชร์ทรัพยากรได้ด้วยตัวเอง โดยให้เรียกไลบรารีขึ้นมาจากทาส์กบาร์และเลือกไปยังส่วนที่เราต้องการแบ่งปัน จากนั้นก็คลิกขวาแล้วเลือก Share With | Homegroup ซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกอีก 2 แบบด้วยกัน คือ อ่านอย่างเดียว และอ่านและเขียนไฟล์ข้อมูลได้ หมายความว่าหากเราไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขอะไรในนี้ก็เลือกเป็นอ่านอย่างเดียว แต่ถ้าต้องการให้ไลบรารีที่ว่าเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ อย่างเต็มที่ อ่าน/เขียน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ</p>
<p>ความจริงเราสามารถแชร์โฟลเดอร์และไฟล์ไปไว้บนโฮมกรุ๊ปได้ แต่แนวทางที่ดีกว่าก็คือ โยนโฟลเดอร์เหล่านั้นไปไว้บนไลบรารี แล้วใช้วิธีการแชร์ไลบรารีน่าจะเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็สะดวกในการจัดการสิ่งต่างๆ ในภายหลังมากกว่าวิธีอื่นๆ</p>
<p>ที่มา :<br /></p>
<p>ไมโครซอฟท์พยายามบนวินโดวส์หลายเวอร์ชันมานานมากแล้ว เพื่อที่จะทำให้การตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านนั้นเป็นไปอย่างง่ายดาย เชื่อมต่อได้อัตโนมัติ และก็สามารถแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ได้สะดวก ในที่สุดก็มาประสบความสำเร็จในวินโดวส์ 7 ด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่า "HomeGroup" </p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="networking windows7" alt="networking windows7" width="400" height="331" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 331px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/PCMag/128/home-networking-windows7_1.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>เลือกชนิดของระบบเครือข่าย - คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายแบบ Home ถึงจะเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้</em></p>
<p>โฮมกรุ๊ป (HomeGroup) ช่วยผู้ใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านด้วยฟังก์ชันการเข้าถึงและแชร์ข้อมูลเพียบพร้อมและยืดหยุ่น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากบนวินโดวส์ 7 และนั่นก็หมายถึงว่า ผู้ใช้วินโดวส์วิสต้า เอ็กซ์พี แมค และลินุกซ์ คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความสะดวกสบายที่ว่า<br />&nbsp;วินโดวส์ 7 ช่วยเราในการสร้างระบบเครือข่ายได้ 3 รูปแบบ - Home, Work และ Public หรือก็คือเครือข่ายภายในบ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ แต่ในการใช้งานโฮมกรุ๊ปนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพีซีบนระบบเครือข่ายทุกเครื่องตั้งค่าการเชื่อมต่อเอาไว้เป็นแบบ Home เท่านั้น ซึ่งในการตั้งค่าที่ว่าบนวินโดวส์ 7 ก็สามารถทำได้โดยไปที่คอนโทรลพาเนล แล้วเลือก Network and Internet จากนั้นก็เลือก Network and Sharing Center (หรือใครอยากจะใช้วิธีลัดด้วยการคลิกขวาที่ไอคอนเน็ตเวิร์กบนซิสเต็มเทรย์มุมล่างขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่ Network and Sharing Center ก็ได้เช่นกัน) และท้ายสุดก็คือดูให้แน่ใจว่าเราได้เลือกค่าเอาไว้เป็น "Home network" ภายใต้ไอคอนระบบเครือข่าย หากยังไม่ใช่ก็คลิกที่ลิงก์ "Public network" หรือ "Work network" แล้วเปลี่ยนให้เป็น "Home network" แทน</p>
<p>เพียงแค่นี้เราก็สามารถสร้างโฮมกรุ๊ปได้แล้ว ซึ่งที่จริงหลังจากที่เราเปลี่ยนระบบเครือข่ายเป็นแบบภายในบ้านหรือ Home วินโดวส์ 7 ก็จะพาเราไปยังหน้าต่างสำหรับตั้งค่าอย่าง Create a homegroup เพื่อสร้างโฮมกรุ๊ปใหม่ขึ้นมา หรือถ้าได้เลือก Home เอาไว้อยู่แล้ว ก็คลิกที่ลิงก์ Choose homegroup and sharing options แล้วตามด้วย Create ได้เลย</p>
<p>ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเลือกชนิดของไฟล์ที่ต้องการแบ่งปันกันกับสมาชิกคนอื่นในโฮมกรุ๊ป ก็มีให้เลือกตั้งแต่รูปภาพ เพลง วิดีโอ ไฟล์เอกสาร หรือแม้แต่การแชร์เครื่องพิมพ์ โดยตัวเลือกเหล่านี้จะสอดคล้องกับไลบรารี (library) ที่วินโดวส์ 7 สร้างขึ้นตามค่าดั้งเดิมตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์ และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้แต่ละคนในยูสเซอร์โพรไฟล์ด้วย</p>
<p>สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ความจริงแล้วก็คือ การแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ที่อยู่บนพีซีของเราให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อยู่บนโฮมกรุ๊ปให้สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น โฟลเดอร์ c:UsersxxxxPictures หรือ c:UsersxxxxMusic และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อย่าง c:UsersPublic ด้วย โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มโฟลเดอร์ต่างๆ ที่ต้องการแชร์ได้มากตามต้องการ</p>
<p>หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ วินโดวส์ 7 ก็จะเปิดโอกาสให้เราตั้งค่ารหัสผ่านสำหรับเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพีซีเครื่องอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานโฮมกรุ๊ปก็จำเป็นต้องทราบรหัสผ่านนี้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเก็บรักษารหัสผ่านให้ดีๆ (อาจใช้วิธีไฮไลต์เลือกแล้วก็ก๊อบปี้ไปเก็บไว้ในเท็กซ์ไฟล์หรือส่งเป็นอีเมล์ไว้ในอินบ็อกซ์ของเราก็ได้) หรืออาจสั่งพิมพ์ออกมาไว้ซักชุดยามฉุกเฉิน และจะได้ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตั้งค่าให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ บนโฮมกรุ๊ปเดียวกันด้วย</p>
<p>หลังจากเราคลิก Finish เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า คำสั่ง Change homegroup settings เป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้เราเปลี่ยนรหัสผ่านหากเปลี่ยนใจอยากกำหนดใหม่ รวมไปถึงการเข้าถึงการตั้งค่าชั้นสูงในหน้า Advanced Sharing Settings ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่น้อยอย่างน้อยก็ในตอนนี้ก็คือ การปรับเพิ่มไลบรารี โฟลเดอร์ หรือไฟล์ในโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็น่าแปลกใจพอสมควรที่ไมโครซอฟท์มองข้ามตรงนี้ไป ทั้งที่สิ่งต่างๆ บนโฮมกรุ๊ปควรถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นที่สุด</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="networking windows7" alt="networking windows7" width="400" height="316" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 316px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/PCMag/128/home-networking-windows7_2.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>ตัวเลือกบนโฮมกรุ๊ป - ในส่วน Change homegroup settings เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและเรียกใช้การกำหนดค่าชั้นสูงอย่าง Advanced Sharing</em>&nbsp;</p>
<p>แม้จะยังไม่จำเป็นนัก แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ลองแวะเข้ามาที่ Advanced Sharing Settings ดูสักนิดด้วยการคลิก Change advanced sharing settings แล้วเลือกลูกศรชี้ลงที่อยู่ข้างๆ Home หรือ Work<br />&nbsp;ตรงจุดนี้เราจะเห็นตัวเลือกอีก 6 ตัว ที่ระบุถึงรูปแบบการตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านของวินโดวส์ 7 (ที่จริงแล้วระบบเครือข่ายทุกแบบบนวินโดวส์ 7 ก็ใช้การตั้งค่าเบื้องต้นในลักษณะเดียวกันนี้) โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในกรอบ Advanced Sharing ก็คือ การกำหนดค่าการค้นหาคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย (network discovery - ทำให้พีซีเครื่องอื่นสามารถมองเห็นคอมพิวเตอร์ของคุณได้) การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ และการแชร์สื่อข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากไม่ได้เลือกค่าเหล่านี้ไว้ เราก็แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากโฮมกรุ๊ปเลย...เราจะไม่มีโอกาสได้ใช้คุณสมบัติที่ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลบนคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ภายในบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านศูนย์กลางที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหลักหรือบนฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการเก็บข้อมูลส่วนกลางของสมาชิกในบ้าน</p>
<p>หลังจากที่เราได้สร้างโฮมกรุ๊ปขึ้นมา คอมพิวเตอร์ที่มองเห็นเครือข่ายของเราก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโฮมกรุ๊ปได้ โดยผู้ใช้แต่ละเครื่องเพียงแค่ไปเรียก Network and Sharing Center ขึ้นมาจากคอนโทรลพาเนล แล้วคลิกที่ Choose homegroup ซึ่งจะมีคำถามปรากฏขึ้นมาเพื่อยืนยันในการเข้าเป็นสมาชิกโฮมกรุ๊ปว่า "Do you want to join a homegroup?" พร้อมด้วยรายชื่อโฮมกรุ๊ปที่มีอยู่ จากนั้นก็คลิกที่ Join Now เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ</p>
<p>หลังจากที่เราเข้าไปสมาชิกในโฮมกรุ๊ปแล้ว จะมีลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าช่วยเหลือของวินโดวส์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงไฟล์และทรัพยากรต่างๆ บนโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็ช่วยเหลือได้อย่างดีสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ค้นเคยกับการแชร์ข้อมูลต่างๆ ลักษณะนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักวิธีแชร์ไฟล์ของตัวเองให้กับคนอื่นๆ</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="networking windows7" alt="networking windows7" width="400" height="439" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 439px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/PCMag/128/home-networking-windows7_3.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>แบ่งปันไลบรารี - คลิกขวาที่ไลบรารีแล้วเลือก Share With เพื่อกำหนดค่าในการเปลี่ยนรูปแบบการแชร์ไลบรารีให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ</em>&nbsp;</p>
<p>โดยปกติแล้วไลบรารีต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนติดตั้งวินโดวส์ 7 จะถูกแบ่งปันบนโฮมกรุ๊ปโดยทันที แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไม่เฉพาะไลบรารีเหล่านี้เท่านั้นที่เราแชร์ให้กับคนอื่นๆ ได้ เราสามารถกำหนดการแชร์ทรัพยากรได้ด้วยตัวเอง โดยให้เรียกไลบรารีขึ้นมาจากทาส์กบาร์และเลือกไปยังส่วนที่เราต้องการแบ่งปัน จากนั้นก็คลิกขวาแล้วเลือก Share With | Homegroup ซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกอีก 2 แบบด้วยกัน คือ อ่านอย่างเดียว และอ่านและเขียนไฟล์ข้อมูลได้ หมายความว่าหากเราไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขอะไรในนี้ก็เลือกเป็นอ่านอย่างเดียว แต่ถ้าต้องการให้ไลบรารีที่ว่าเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ อย่างเต็มที่ อ่าน/เขียน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ</p>
<p>ความจริงเราสามารถแชร์โฟลเดอร์และไฟล์ไปไว้บนโฮมกรุ๊ปได้ แต่แนวทางที่ดีกว่าก็คือ โยนโฟลเดอร์เหล่านั้นไปไว้บนไลบรารี แล้วใช้วิธีการแชร์ไลบรารีน่าจะเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็สะดวกในการจัดการสิ่งต่างๆ ในภายหลังมากกว่าวิธีอื่นๆ</p>
<p>ที่มา :<br /><img title="ARiP | Home" alt="ARiP | Home" width="130" height="80" src="http://www.arip.co.th/images/logo_arip.jpg" /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4504&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไฟร์ฟอกซ์ แซง ไออี 6]]></title>
<description><![CDATA[
<p align="center"><img border="0" alt="IE6 - Firefox" width="450" height="340" style="WIDTH: 450px; HEIGHT: 340px" src="http://hilight.kapook.com/img_cms/news/5I720_2.jpg" /><br /><br />IE6 - Firefox<br /></p>
<p><br /><br /><strong>ไฟร์ฟอกซ์ แซง ไออี 6 (ประชาชาติธุรกิจ)</strong><br /><br /><strong>คอลัมน์</strong> ไอทีทะลุโลก<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับนักพัฒนาเว็บหรือคนทำเว็บที่พอรู้เรื่องรู้ราวอยู่บ้างนั้น เว็บบราวเซอร์อย่าง ไออี 6 ของ ไมโครซอฟท์ เป็นบราวเซอร์ที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุด และแช่งชักหักกระดูกให้มันตาย ๆ ไปเสียที ด้วยเหตุที่มันไม่สอดคล้องกับมาตรฐานเว็บที่ชาวบ้านร้านช่อง ยอมรับกัน เป็นเหตุให้ในการทำเว็บที่ต้องการให้เว็บที่สร้างขึ้นมาสามารถเข้ากันได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือใช้บราวเซอร์อะไรก็เปิดมาใช้งานได้นั้น ต้องยุ่งยากขึ้นอีกมากมาย จนถึงบางกรณีทำไม่ได้เลยก็มี ต้องชั่งใจเลือกว่าจะเลือกข้างไหน<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; ไออีในเวอร์ชั่นหลังจาก 6 เริ่มสอดรับกับมาตรฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ไม่ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่าไออี 6 อยู่หลายขุม<br /></strong><br /><span style="COLOR: #800000">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เว็บไซต์ใหญ่ ๆ ในประเทศบางแห่งประกาศเลยว่าเลิกสนับสนุนไออี 6 นั่นหมายความว่าถ้าผู้ใช้ยังขืนใช้ไออี 6 ต่อไป การใช้บริการบนเว็บนั้นก็อาจจะไม่สมบูรณ์ และช่วยไม่ได้ เพราะเขาจะไม่สนใจอีกแล้ว&nbsp;<br /></span><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เดิมทีไมโครซอฟท์มีกำหนดเลิกสนับสนุนไออี 6 แต่ตอนหลังกลับประกาศยืดระยะเวลาต่ออีกไปอย่างน้อยที่สุดกลาง ปีหน้า และกับวินโดวส์บางรุ่นอาจจะนานกว่านั้น นักพัฒนาเว็บครางกันระงม<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตามในแง่ของสภาพความเป็นจริงคงอีกไม่นานนัก ไออี 6 ก็น่าจะตายไปจริง ๆ เพราะสัดส่วนผู้ใช้น้อยลงเรื่อย ๆ จนปัจจุบันลงไปต่ำกว่าบราวเซอร์อย่างไฟร์ฟอกซ์เสียด้วยซ้ำ จากสถิติของ net application ในเดือนตุลาคม สัดส่วนการใช้บราวเซอร์ทั่วโลก ไฟร์ฟอกซ์ 24.4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ไออี 6 เหลือ 23.30 เปอร์เซ็นต์<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="COLOR: #000080"> แม้ว่าโดยรวมทุกเวอร์ชั่นแล้ว ไออีจะยังนำหน้าบราวเซอร์อื่น ๆ ทั้งหมดอยู่ก็ตาม แต่บทบาทครอบงำเหมือนสมัยก่อนก็ลดลงมาก โดยมีสัดส่วน 64.64 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยครองตลาดอยู่มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และส่วนแบ่งของไออีทั้งหมดก็ลดลงในเดือนตุลาคมเช่นกันสำหรับบราวเซอร์ตัวอื่น ๆ รองจากไฟร์ฟอกซ์ คือ ซาฟารี 4.42 เปอร์เซ็นต์ โครม 3.58 เปอร์เซ็นต์ โอเปร่า 2.17 เปอร์เซ็นต์&nbsp;<br /></span><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เว็บไทยมีอยู่มากที่อิงกับไออี 6 เป็นหลัก เว็บราชการ เว็บธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็ทำนองเดียวกัน หรือถึงไม่อิงไออี 6 ก็ยังอิงอยู่กับไออี ซึ่งรองรับมาตรฐานตัวเองมากกว่ามาตรฐานกลาง ทำให้ผู้ใช้บราวเซอร์อื่น ๆ ไม่สามารถใช้บริการได้<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่งโดนเสียงบ่นมากเป็นพิเศษ เพราะไม่สามารถใช้บราวเซอร์ตัวอื่นที่ไม่ใช่ของไมโครซอฟท์ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้<br /><br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp; หากพิจารณาจากสัดส่วนผู้ใช้บราวเซอร์ตามสถิติดังกล่าวนี้ นั่นหมายความว่า เว็บไซต์ที่ไม่รองรับมาตรฐานกลางนั้น&nbsp;ไม่แยแสกับลูกค้าที่ใช้บราวเซอร์อื่น ๆ อีกมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ใช่สัดส่วนน้อย ๆ เลย <br /></strong><br /><br /><br />ขอขอบคุณข้อมูลจาก<br /><a target="_blank" href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1257493381&amp;grpid=07&amp;catid=00"><img border="0" alt="" width="135" height="52" src="http://hilight.kapook.com/img_cms/logo/prachachad.jpg" /></a><br />ขอขอบคุณภาพประกอบจาก <a target="_blank" href="http://en.wikipedia.org/">วิกิเพียเดีย</a></p>
<p>เรียบเรียงโดย : Kapook.com</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3730&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ตำรวจสืบสวนบริษัท 1,000 แห่ง ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ ]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img border="0" alt="" align="left" width="204" height="306" style="WIDTH: 204px; HEIGHT: 306px" src="http://www.stop.in.th/img/news11.jpg" />วันนี้ตำรวจไทยประกาศว่า ได้เริ่มต้นสืบสวนบริษัท 1,000 แห่ง ที่ต้องสงสัย ว่าละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ เพื่อเป็นหัวหอกนำร่อง ลดการละเมิดลิขสิทธิ์ ซอฟท์แวร์ในองค์กรธุรกิจทั่วประเทศ</p>
<p>เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วยอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกล่าวว่า การสืบสวนทั้ง 1,000 แห่งนี้กำลังดำเนินการอยู่โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ ชี้ว่าบริษัทเหล่านั้นได้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ไทย พ.ศ. 2537 ข้อมูลเก็บ<br />รวบรวมมาได้จากแหล่งที่ไม่เปิดเผยชื่อซึ่งตามปกติจะเป็นภายใน บริษัทเป้าหมายเอง อีกทั้งผู้พัฒนาซอฟท์แวร์และหน่วยงานรัฐของไทยที่ เกี่ยวข้องกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเอง ได้ให้แนวทางในการตรวจสอบผู้ต้องสงสัย<br />ว่ากระทำความผิดแก่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อตำรวจได้หลักฐานการละเมิด ลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์จากผู้พัฒนาซอฟท์แวร์จะทำการตรวจสอบหลักฐานจะทำการตรวจสอบหลักฐาน และพิสูจน์ความจริงของข้อมูลทันที จากนั้นเมื่อตำรวจได้หมายค้นก็จะทำการตรวจค้นเข้าไป ตรวจค้นในสถานที่ตั้ ของบริษัท</p>
<p>ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ตำรวจจะเริ่มต้นบุกตรวจค้นโดยดูตามผลที่ได้ จากการสืบสวน บริษัทห้างร้านต่างๆ จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าตนเองปฎิบัติตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537" พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทาง เศรษฐกิจ (บก. ปอศ.) กล่าวว่า ในวันที่ 26 ตุลาคม เราจะใช้ผลที่ได้จากการสืบสวนทั้ง 1,000 แห่งนี้เพื่อเริ่มตรวจค้นบริษัทตามข้อมูลการลักลอบใช้ลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในบริษัทเหล่านี้ <br />&nbsp;<br />เจ้าหน้าที่ของทางบก. ปอศ. จะไม่เปิดเผยรายชื่อของบริษัทที่จะตรวจค้นรายต่อไป แต่พวกเขากล่าวว่าจุดประสงค์ ในการนี้เพื่อลดอัตราการละเมิดซอฟท์แวร์ เพื่อทำให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ เพื่อทำให้อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ของประเทศไทยที่อยู่ในระดับ 76 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันลดลงอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยของสากล อัตราการละเมิดลิขสิทธิซอฟท์แวร์แม้ใช้ลิขสิทธิ์เถื่อนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอยู่ที่ 61 เปอร์เซ็นต์ </p>
<p>ในประเทศไทย กรรมการของบริษัทมีความผิดหากฝ่าฝืนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 โดยจะต้องรับโทษจำคุก 4 ปีและปรับถึง 800,000 บาท <br />&nbsp; <br />นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมายอาจมีไวรัสและมัลแวร์ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมและสูญเสียข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลของธุรกิจ<br /></p>
<p>ที่มา :<br /><img width="118" height="163" src="http://www.stop.in.th/img/logo_ecd.gif" /></p>
<p>&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3697&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เน็ตนอกบ้านต่อง่ายๆ ใน 1 คลิก Mobile / Aircard / Bluetooth / iPhone]]></title>
<description><![CDATA[
<p>เป็นกันบ้างไหมครับ? ที่เอาชีวิตไปผูกไว้กับอินเทอร์เน็ต ประมาณว่าตื่นเข้าขึ้นมายังไม่ได้ทันได้ล่างหน้าแปรงฟันเลย ก็ต้องเดินมาเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนเป็นอันดับแรก หรืออย่างเวลาเดินทางไปไหนที่ต้องนั่งรถนานๆ หรือเข้าที่พักที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ คุณแทบจะตะกายข้างฝากันเลยทีเดียว</p>
<p>เพราะวิถีชีวิตของคนสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก อินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมีต่อไปแล้ว แต่มันยังกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเชื่อมต่อแทบจะตลอดเวลา ยังดีที่พระเจ้าได้สร้างสรรค์โน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กที่คุณสามารถพก</p>
<p>ไปไหนมาไหน พร้อมกับเทคโนโลยี GPRS, EDGE และ 3G ขึ้นมาให้เราได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกันได้ทุกที่ทุกเวลา (ที่สัญญาณเครือข่ายไปถึง) ว่าแต่ จะเชื่อมต่ออย่างไรดีล่ะ</p>
<p><strong>ขาดเน็ต ขาดใจ ต้องตาย ถ้าไม่ได้ออนไลน์</strong></p>
<p>ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่ามันเป็นช่องทางการสื่อสารที่ถูกกว่า คุ้มค่า สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้หลายรูปแบบ สามารถเอามาทำงานได้สะดวกรวดเร็ว หรือว่าจะเป็นเพราะแอพพลิเคชันที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเกมออนไลน์ ซึ่งถ้าพลาดไม่ได้ออนไลน์ไปแม้แต่วันเดียวก็อาจจะทำให้เก็บเลเวลตามเพื่อนไม่ทันกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีเกมจาก Social Network ต่างๆ ที่ทำให้เด็กยัน ผู้ใหญ่ ติดกันงอมแงม ไม่เว้นแม้แต่หนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องแอบเล่นกันจนไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ต้องขอล็อกอินเข้าไปดูสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงใน Pet Society, บรรยากาศร้านอาหารใน Restaurant City หรือแอบไปขโมยผักเพื่อนใน Country Story เสียหน่อย</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="internet" alt="internet" width="400" height="218" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 218px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/ctm/365/internet2.jpg" />
</div>&nbsp; 
<p align="center"><em>1: Restaurant City เกมฮิตใน Facebook ที่ใครก็ติดกันงอมแงม </em></p>
<p align="center"><em>2: Windows Live Messenger หรือที่เรียกว่า M นั้นอีกหนึ่งบริการที่ต้องออนไลน์แทบตลอดเวลา </em></p>
<p align="center"><em>3: Twitter ที่เล่นกันได้ทั้งวัน ทั้งคืน ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ขณะเข้าห้องน้ำ บางคนก็ยังจะเล่น</em></p>
<p>แต่ไม่ว่าคุณจะใช้เพื่อทำงานหรือจะเพื่อความบันเทิงก็ตาม ความจำเป็นในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างถ้าอยู่ในบ้านหรือในออฟฟิศก็มีอินเทอร์เน็ตผ่านแลนหรือไวร์เลสส์ให้เล่นได้ ถ้าไปตามห้างก็ยังมี Hotspot ของผู้ให้บริการรายต่างๆ ให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมด แต่สำหรับใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือไปพักตามต่างจังหวัดที่การหาอินเทอร์เน็ตใช้เป็นเรื่องลำบาก ทางเลือกอีกทางก็คือการต่อเน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือที่เราจะมาพูดถึงวิธีการเชื่อมต่อกันในวันนี้ครับ</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="wi-fi" alt="wi-fi" width="200" height="145" style="WIDTH: 200px; HEIGHT: 145px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/ctm/365/internet4.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>WiFi ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็จำกัดเฉพาะในอาคารหรือเขตชุมชนวงแคบๆ เท่านั้น</em></p>
<p><strong>เชื่อมต่อง่ายๆ ผ่านมือถือ</strong></p>
<p>โทรศัพท์มือถือจัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนจะต้องมีติดตัวกันอยู่แล้ว บางคนพก 2-3 เครื่องก็มี อันนี้ก็แล้วแต่การใช้งานของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่มือถือให้ได้ก็คือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง GPRS, EDGE หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 3G ที่นอกจากจะให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงไม่แพ้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั้งหลายแล้วยังให้พื้นที่ครอบคลุมการใช้งานที่มากกว่าด้วย เรียกได้ว่าที่ไหนมีคลื่นมือถือก็สามารถใช้งานได้ แต่อาจจะมีระดับความเร็วที่แตกต่างไปตามพื้นที่ให้บริการครับ</p>
<p>เอาล่ะครับ ก่อนที่จะไปดูวิธีการเชื่อมต่อ เรามาดูกันก่อนดีกว่าครับว่าการต่อเน็ตผ่านมือถือนั้นจะต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="notebook" alt="notebook" width="400" height="180" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 180px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/ctm/365/internet5.jpg" />
</div>
<p><u>เครื่องคอมพ์ หรืออุปกรณ์ที่จะใช้เล่นเน็ต</u></p>
<p>อันนี้ขาดไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าคุณไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตแล้วจะต่ออินเทอร์เน็ตไปทำไมจริงๆ ไหมครับ สำหรับส่วนนี้อาจจะเป็นคอมพ์ชนิดไหนก็ได้ทั้งโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก แล้วแต่ความชอบ ความถนัด หรือจะเป็นเครื่อง</p>
<p>เดสก์ทอปตั้งโต๊ะก็ได้ในกรณีที่บ้านยังไม่มีโทรศัพท์ใช้ก็สามารถต่อด้วยมือถือได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ก็ยังสามารถเล่นโดยตรงผ่านตัวมือถือเองก็ได้ แต่อาจจะทำอะไรได้ไม่มาก ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่อยู่ในโทรศัพท์ว่ารองรับได้มากน้อยขนาดไหน</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="mobile netbook aircard" alt="mobile netbook aircard" width="400" height="240" style="WIDTH: 400px; HEIGHT: 240px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/ctm/365/internet8.jpg" />
</div>
<p align="center"><em>โทรศัพท์มือถือที่นอกจากใช้โทรคุยแล้วยังสามารถใช้ต่อเน็ตได้ด้วย</em></p>
<p align="center"><em>แอร์การ์ด อุปกรณ์ที่ช่วยให้คอมพ์ของคุณต่อเน็ตผ่านซิมมือถือได้</em></p>
<p align="center"><em>เน็ตบุ๊กบางรุ่นสามารถใส่ซิมเพื่อต่อเน็ตได้ในตัวเลย</em></p>
<p><u>อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ</u></p>
<p>ในที่นี้จะหมายถึงอุปกรณ์ที่เป็นตัวเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนะครับ ถ้าพื้นฐานสุดๆ เลยก็คงจะเป็นตัวโทรศัพท์มือถือเอง แต่ต้องเป็นรุ่นที่รองรับ GPRS หรือ EDGE หรือ HSDPA (3G) อย่างน้อยอย่างหนึ่งนะครับ โดยเชื่อมต่อกับคอมพ์ผ่านสายลิงก์ที่เป็น USB หรือไม่ก็ Bluetooth ครับ นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า แอร์การ์ด อีก ซึ่งสามารถใส่ซิมโทรศัพท์มือถือแล้วใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้มือถือเลย เพียงแค่ไม่สามารถใช้โทรคุยได้เท่านั้น แต่มีหลายคนที่บอกว่าใช้แอร์การ์ดนั้นเร็วกว่าใช้มือถือต่ออยู่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กบางรุ่นที่ได้ฝังตัวแอร์การ์ดมาพร้อมกับตัวเครื่อง สามารถใส่ซิมเข้าไปที่ตัวเครื่องแล้วเล่นเน็ตได้เลย</p>
<div style="TEXT-ALIGN: center"><img title="net sim" alt="net sim" width="200" height="150" style="WIDTH: 200px; HEIGHT: 150px" src="http://www.arip.co.th/images/2552/ctm/365/internet11.jpg" />
</div>
<p><u>ซิมโทรศัพท์มือถือ พร้อมเปิดบริการอินเทอร์เน็ต</u></p>
<p>อีกหนึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือซิมโทรศัพท์มือถือธรรมดาที่เราใช้งานกันอยู่นี่แหละครับ แต่จะต้องเปิดบริการอินเทอร์เน็ตเอาไว้ด้วย หรือถ้าให้ดีก็ควรสมัครแพ็กเกจ GPRS หรือ EDGE เอาไว้ด้วยก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะทีเดียว สำหรับซิมนั้นคุณอาจจะใช้ซิมเดียวกับเบอร์ที่คุณใช้โทรเป็นประจำก็ได้ หรือจะซื้อเป็นซิมสำหรับเล่นเน็ตโดยเฉพาะแยกมาอีกซิมเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่คุณใช้ อย่างถ้าคุณใช้โทรศัพท์เครื่องเดียว และใช้มันสำหรับต่ออินเทอร์เน็ตด้วยก็ควรจะใช้ซิมเดียวกับที่คุณโทรเป็นประจำเพื่อจะได้ไม่ต้องมาสลับซิมไปมาให้วุ่นวายครับ</p>
<p><strong>เชื่อมต่อง่ายๆ ไม่ยากอย่างที่คิด</strong>&nbsp;</p>
<p>เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ ถูกเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเชื่อมต่อกันจริงๆ เสียที ซึ่งผมขอแบ่งแยกย่อยออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ นะครับ คือการเชื่อมต่อด้วยพอร์ต USB, การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth, การเชื่อมต่อโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊กที่มีแอร์การ์ดอยู่ภายในตัวอยู่แล้ว และสุดท้ายคือการเชื่อมต่อผ่าน iPhone ที่กำลังฮิตใช้งานกันอย่างมากครับ</p>
<p>ที่มา : <br /><a href="http://www.arip.co.th/index.php?"><img alt="" width="130" height="80" style="BORDER-RIGHT-WIDTH: 0px; MARGIN-TOP: 2px; BORDER-TOP-WIDTH: 0px; BORDER-BOTTOM-WIDTH: 0px; MARGIN-LEFT: 3px; BORDER-LEFT-WIDTH: 0px" src="http://www.arip.co.th/images/logo_arip.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3636&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[โอเพ่น ยูซีซี คอนเฟอเรนซ์ ประชุมได้ไม่จำกัดหน้า(จอ)]]></title>
<description><![CDATA[
<p align="left"><img border="0" alt="" align="left" width="412" height="293" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 235px" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/09/02/images/news_img_74027_1.jpg" />มูลค่าตลาดภาคบริการของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่สูงถึง 3 แสนล้านบาท จำนวนการใช้มือถือในไทยที่มีมากกว่า 60 ล้านเลขหมาย กำหนดการเปิดประมูลใบอนุญาตมือถือระบบ 3จี ซึ่งองค์กรกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกมาการันตีว่าจะเดินเครื่องภายในปีนี้ได้แน่นอน</p>
<p>ปรากฏการณ์ข้างต้นเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ "จุดประกาย" ให้สถานวิจัยเทคโนโลยีเครือข่าย (เซ็นเตอร์ ฟอร์ เน็ตเวิร์ค รีเสิร์ช : ซีเอ็นอาร์) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตัดสินใจเดินหน้าวิจัยและพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการใช้งานบนโครงข่ายสื่อสารยุคหน้า (เอ็นจีเอ็น) มาตั้งแต่ช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดเป็น 1 ใน 9 สถาบันการศึกษาที่ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (ทริดี้) ภายใต้สังกัดสำนักงาน กทช. </p>
<p>ทั้งนี้ ผลงานนำร่องที่คาดว่าจะเปิดตัวสู่ตลาดได้ภายในปลายปีนี้ คือ โปรแกรมประชุมทางไกล "โอเพ่น ยูซีซี คอนเฟอเรนซ์" ที่พัฒนาบนมาตรฐานระบบเปิด และรองรับการใช้งานร่วมกันได้ระหว่างหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างประเภทกัน</p>
<p>ดันผลงาน(ศึกษา)สู่ธุรกิจ<br />&nbsp;"สุพจน์ เธียรวุฒิ" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (ทริดี้) กล่าวว่า ทริดี้ ได้จัดสรรวงเงิน 4.6 ล้านบาท จากวงเงินรวม 40 ล้านบาทของโครงการสนับสนุนห้องปฏิบัติการวิจัยสำหรับสถาบันศึกษา 9 แห่ง เพื่อสนับสนุนซีเอ็นอาร์ในปีแรก ตามแผนงานระยะ 3 ปี</p>
<p>เบื้องต้นการสนับสนุนมุ่งไปที่การจัดหาอุปกรณ์ เพื่อเสริมความพร้อมในการทำงานวิจัยและพัฒนา โดยถือเป็นห้องปฏิบัติการแห่งแรกภายใต้โครงการนี้ ที่จะมุ่งความเชี่ยวชาญด้านแอพพลิเคชั่นสำหรับโครงข่ายยุคหน้าโดยเฉพาะ</p>
<p>ขณะที่ ก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารคลื่นแสงและความเร็วสูงไปแล้ว</p>
<p>"เป้าหมายของเราก็คือ ผลงานที่ออกมาต้องให้ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ สร้างให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม รวมถึงระยะยาวสามารถต่อยอดไปสู่บริการโทรคมนาคมพื้นฐานทั่วถึง (ยูเอสโอ) โดยความร่วมมือกับหน่วยราชการต่างๆ"</p>
<p>เกาะเทรนด์ชีวิตติดจอ<br />&nbsp;"สินชัย กมลภิวงศ์" หัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการวิจัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า โปรแกรมการประชุมทางไกล "โอเพ่น ยูซีซี คอนเฟอเรนซ์" เป็นการหลอมรวมของผลงานภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนา "โอเพ่น ยูซีซี (ยูนิไฟด์ คอมมูนิเคชั่น แอนด์ คอลลาบอเรชั่น)" เพื่อทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้จริงตามความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งมองไว้ครอบคลุมตั้งแต่ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ตลอดจนผู้ค้าคอมพิวเตอร์ ที่จะนำไปเสนอให้กับลูกค้าปลายทางต่อไป</p>
<p>ที่ผ่านมา ทริดี้ ได้ประสานงานให้ทางซีเอ็นอาร์ เข้าไปนำเสนอการทำงานของแอพพลิเคชั่นนี้ กับผู้ให้บริการมือถือ 4 ราย ได้แก่ เอไอเอส, ทรู, ทีโอที และ กสท ซึ่งทำให้ได้รับทราบข้อเสนอแนะ และความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ เพื่อนำมาปรับปรุงให้สามารถนำออกตลาดได้จริงต่อไป โดยคาดว่าจะมีการทำเวิร์คชอปร่วมกันอีกครั้งกับกลุ่มเป้าหมายในเดือน ต.ค. นี้</p>
<p>ด้านการทำงานจะเป็นรูปแบบเดียวกับเว็บ คอนเฟอเรนซ์ ในระบบเปิดอย่างแท้จริง โดยรองรับการประชุมทางไกลผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต่างประเภทกันร่วมกันได้ ทั้งโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์พื้นฐาน คอมพิวเตอร์ หรือวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์</p>
<p>ทั้งนี้ ทางทีมผู้พัฒนา บอกว่า ในส่วนของมือถือนั้นยังไม่จำเป็นต้องรอ 3จี ขอเพียงให้เป็นรุ่นที่มีกล้อง เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และมีโปรแกรมแฟลช ก็สามารถเห็นภาพผู้ร่วมประชุม รวมถึงเรียกดูไฟล์เอกสารที่นำเสนอในการประชุมได้เสมือนนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ </p>
<p>ส่วนผู้ร่วมประชุมคนไหนไปติดอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีสัญญาณมือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็สามารถร่วมประชุมได้โดยใช้เสียงผ่านโทรศัพท์พื้นฐานได้</p>
<p>กระตุ้นทรัพย์สินทางปัญญา (ไทยทำ)<br />&nbsp;หัวหน้าโครงการห้องปฏิบัติการวิจัย กล่าวว่า แอพพลิเคชั่นการประชุมทางไกล มีตลาดอยู่แล้ว โดยเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นในภาวะที่คนลดการเดินทางลง ขณะที่ ระบบที่ขายมีในตลาดราคาสูงถึงระดับ 1-5 ล้านบาท ดังนั้น เชื่อว่าผลงานนี้จะมีโอกาสทางธุรกิจแน่นอน โดยเฉพาะในยุคที่แทบทุกคนมีมือถือใช้</p>
<p>ส่วนโมเดลทางธุรกิจนั้นอาจมีหลายรูปแบบ เช่น หากผู้ให้บริการมือถือนำไปเป็นหนึ่งบริการเสริม ก็อาจมีการตกลงแบ่งรายได้กัน, การขายเป็นไลเซ่นสำหรับผู้ค้าคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปบันเดิลลงเครื่องให้ลูกค้า, ความร่วมมือกับไอเอสพี หรือผู้ที่ให้บริการเช่าระบบวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์อยู่แล้ว เป็นต้น</p>
<p>ขณะที่ ผู้อำนวยการทริดี้ บอกว่า ผลงานที่เกิดจากการสนับสนุนจากงบทริดี้ ทางสำนักงาน กทช. จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนสิทธิการบริหารผลประโยชน์นั้น สำนักงาน กทช. จะได้รับในสัดส่วน 30% และอีก 70% จะเป็นข้อตกลงกันระหว่างหน่วยงานที่รับทุนและทางผู้วิจัย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันภาคการศึกษา และบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้มี "โอกาส" พัฒนาและสร้างผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยมากขึ้น หากในฟากของนักวิจัยเอง ก็ยอมรับว่า "ความท้าทายก็คือ สิ่งที่เราทำออกมา ทำอย่างไรจึงจะประยุกต์ให้เป็นโลคัล โปรดักท์ได้ ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจบ้านเรา และทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงโลคัล โปรดักท์ กับตลาดโลกได้ เพราะถ้าเป็นท้องถิ่นมากเกินไป ก็จะสู้ตลาดโลกลำบาก"</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/global/20090903/74027/โอเพ่น-ยูซีซี-คอนเฟอเรนซ์-ประชุมได้ไม่จำกัดหน้า(จอ).html"><img border="0" alt="" width="210" height="81" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3399&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Web Wednesday รวมพลคนโฆษณา (ออนไลน์)]]></title>
<description><![CDATA[
<p align="center"><img alt="Web Wednesday รวมพลคนโฆษณา (ออนไลน์)" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/09/04/images/news_img_74799_1.jpg" /></p>
<p>คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า "เว็บ เวนส์เดย์ " (Web Wednesday) ที่จะจัดประชุมกันเดือนละครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ระหว่างกัน แน่นอนว่ากระแส "โซเชียล เว็บ" เป็นประเด็นหลักที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็น "ธีม" แห่งการรวมตัวครั้งนี้ ที่ดูเข้มข้น และเร้าใจมากกว่าครั้งก่อน </p>
<p>เพราะกระแสที่มาแรงมาก ถึงมากที่สุดทั้ง "เฟซบุ๊ค" และ "ทวิตเตอร์" ส่งผลให้มือมาร์เก็ตติ้งชั้นเซียนในไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว&nbsp;</p>
<p>"ในงานนี้ผมว่ามีคนจากทั้ง 2 ฝั่ง คือ จากคนทำโฆษณาออนไลน์ และคนที่อยู่ในวงการไอที ซึ่งจริงๆ ก็รู้จักกันทั้งหมด อย่างธีมของงานครั้งนี้ เขาหยิบยกเรื่องทวิตเตอร์มาเป็นประเด็นสำคัญ เพราะตอนนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป จากเดิมคนอาจใช้เวลาดูทีวีมาก ก็เปลี่ยนมาเข้าอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จากดูเว็บเบส ธรรมดาก็กลายเป็น เว็บคอมมูนิตี้ อย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ วันนี้คนไทยเข้าเฟซบุ๊คมากเป็นอันดับ 3 ของโลก เอเยนซี โฆษณาต้องเห็นแล้วล่ะว่าเขาจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในเว็บพวกนี้อย่างไร"</p>
<p>"วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง" กูรูด้านโซเชียล เว็บ และนิวมีเดียเจ้าของเว็บไซต์ <a href="http://www.newmedia.in.th">http://www.newmedia.in.th</a> หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ เล่าบรรยากาศภายในงานให้ฟัง พร้อมทั้งบอกถึงข้อดีของโซเชียล เว็บด้วยว่า มีความเป็นตัวตนค่อนข้างสูง รู้ได้ว่าเป็นใคร เพศ อายุ ประวัติ ทำงานที่ไหน ความสนใจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่คนทำโฆษณาสามารถเก็บรวบรวมไว้ได้ ดีกว่าการไปลงโฆษณาบนเว็บไซต์ปกติ ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้เลยว่าคนที่จะคลิกโฆษณาเป็นใคร มาจากไหน </p>
<p>"แต่มีประเด็นหนึ่งที่กำลังถกเถียงกันมาก ของการใช้โซเชียล เว็บเป็นช่องทางทำตลาด เพราะหลายคนมองว่า หากจะเน้นการขายสินค้ากันแบบตรงๆ บนเว็บประเภทนี้ อาจไม่ได้รับการยอมรับมาก เพราะคนที่อยู่ในเว็บจะมองว่าเป็นการมุ่งเข้ามาขายของเกินไป ดังนั้นคนที่คิดจะทำตลาดบนโซเชียล เว็บควรหาวิธีเข้ามาในลักษณะพูดคุย แบ่งปัน ประสบการณ์ในการใช้สินค้านั้นๆ มากกว่าที่จะขายของตรงๆ พยายามทำให้สินค้านั้นมีชีวิต มีความเป็น Human มากขึ้น" </p>
<p>วรวิสุทธิ์ บอกว่า เฉพาะเฟซบุ๊ค มีแอพพลิเคชั่นมากมายที่สามารถให้เหล่าคนทำโฆษณาได้เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ นอกเหนือจากการเข้ามาคอมเมนท์ ขณะที่ มีตัวเลขที่น่าสนใจระบุว่าด้วยว่า ปัจจุบันกว่า 20% ของการทำออนไลน์ แอดเวอร์ไทซิ่งจะอยู่บน โซเชียล เว็บ </p>
<p>"อย่างในเฟซบุ๊คจะมี ควิซ หรือการเล่นพวกคำถามต่างๆ แอพพลิเคชั่นตัวนี้ คนทำโฆษณาสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เพราะจะทราบถึงความสนใจ ถึงพฤติกรรมต่างๆ ของกลุ่มเป้าหมายได้ เป็นมาร์เก็ตติ้ง เซอร์เวย์ เลยล่ะ แต่ต้องมีวิธีทำในแบบเนียน อย่าเน้นการขายของแบบตรงๆ"</p>
<p>อีกประเด็นที่น่าสนใจ และกำลังถูกพูดถึงมากในแง่ของทฤษฎีทางการตลาด คือ "อินฟลูเอนเซอร์" (Influencer) หรือผู้ที่มีความสำคัญบนโลกออนไลน์ เป็นบุคคลที่ทุกคนบนเว็บให้ความเชื่อถือ อินฟลูเอนเซอร์ ถือเป็นหนึ่งในยุทธวิธีการทำตลาดบนโซเชียล มีเดีย ที่วันนี้หลายสินค้าเริ่มให้ความสนใจ นำสินค้าของตัวเองไปให้คนที่เป็น อินฟลูเอนเซอร์ บนโซเชียล เว็บได้ใช้งาน เกิดการบอกต่อ แบ่งปัน ชักจูง อินฟลูเอนเซอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา แค่เป็นคนที่โลกออนไลน์ให้ความสนใจ </p>
<p>ขณะที่ ศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มอินเตอร์แอคชั่น กูรูในโลกของออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง หนึ่งในผู้เข้าร่วมงาน "เว็บ เวนส์เดย์" ครั้งนี้ ให้ความเห็นว่า ตอนนี้เกือบทุกแบรนด์ของสินค้า และบริการหันมาให้ความสนใจใน "โซเชียล มีเดีย" ทั้งเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันใช้เวลากับสื่ออื่นๆ น้อยลง แต่หันมาใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น </p>
<p>"โซเชียล เว็บ ถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่เพิ่มเข้ามา ตอนนี้ทุกคนเลยแห่กันเข้ามาใน โซเชียล มีเดีย หมด เป็นประเด็นหลักที่ทุกสินค้าพูดถึง เพราะอย่างตอนนี้ไฮไฟว์มีคนไทยใช้ 6 ล้านคน เฟซบุ๊คมี 1 ล้านคน และเพิ่มขึ้น 50,000 คนทุกสัปดาห์ และทุกเดือน อย่างผมเป็นนักการตลาด ผู้บริโภคไปที่ไหน เราก็ต้องไปที่นั่น" </p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20090905/74799/Web-Wednesday-รวมพลคนโฆษณา-(ออนไลน์).html"><img border="0" alt="" width="210" height="81" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3398&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เน็ตบุ๊คสักเครื่อง ทำไมต้องเรื่องมาก]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img border="0" alt="" align="left" width="460" height="306" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 220px" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/06/19/images/news_img_52883_1.jpg" />นั่นแปลว่า ผมต้องรู้อนาคตว่า อีกหนึ่งปีให้หลังผู้ผลิตคอมพิวเตอร์มากหน้าหลายตาจะคลอดเน็ตบุ๊คออกกันมาเป็นพรวน ไม่เท่านั้น มันยังเพิ่มขนาดหน้าจอมาเป็นเกือบ 9 นิ้ว 10 นิ้ว และ 12 นิ้ว ดูสบายตากว่า แป้นพิมพ์ใหญ่กว่า ฮาร์ดดิสก์ใหญ่กว่าหลายเท่าตัว แต่น้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเพียงไม่กี่ขีด</p>
<p>Size Does Matter ของจริงครับสำหรับเน็ตบุ๊ค</p>
<p>ผมกลับมานั่งตรึกตรอง และทบทวนบทเรียน เผื่อว่าโรคใจเร็วด่วนได้กำเริบอยากควักเงินหมื่นกว่าบาทซื้อเน็ตบุ๊คอีกสักเครื่องควรพิจารณาคุณสมบัติของเน็ตบุ๊คด้านไหนบ้าง</p>
<p>จริงอยู่ สเปคของเน็ตบุ๊คที่จำหน่ายอยู่ตอนนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก ทุกเจ้าใช้ซีพียูอะตอมของอินเทล 1.6 กิกะเฮริตซ์ หน่วยความจำแรม 1 เมกะไบต์ รองรับบลูทูธ การ์ดไวไฟ และยูเอสบีพอร์ตสองพอร์ตเป็นอย่างต่ำ มีช่องเสียบจอออกภายนอก และไม่มีไดรฟ์ซีดีรอม ตั้งราคาไว้หมื่นกลางๆ ไม่ว่ายี่ห้อไหน ไม่หนีไปจากนี้เท่าไร แต่การตัดสินใจซื้อสักเครื่องมันก็ไม่ง่าย เพราะมีองค์ประกอบอื่นที่ต้องพิจารณาด้วย</p>
<p>องค์ประกอบแรก ลองถามตัวเองก่อนว่าต้องการเน็ตบุ๊คจริงหรือเปล่า และรับได้กับสเปคกระจ้อยร่อยของมันได้แค่ไหน คุณต้องไม่ลืมว่ามันเป็นเครื่องรุ่นพื้นฐานที่ใช้ตอบสนองการใช้งานพื้นฐานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเล่นอินเทอร์เน็ตบนจอเล็ก แชต ส่งอีเมล์ ใช้งานไมโครซอฟท์ออฟฟิศบ้าง ไม่หักโหม ถ้าต้องการแค่นั้นไม่ต้องคิดมาก ซื้อเลย</p>
<p>ถ้าต้องการโน้ตบุ๊คสำหรับใช้ปรับแต่งภาพความละเอียดสูง หรือตัดต่อวิดีโอ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ควรหาเครื่องที่สเปคสูงกว่า หน้าจอใหญ่กว่า การ์ดจอประสิทธิภาพสูงกว่า ราคาเพิ่มจากเน็ตบุ๊คอีกไม่เท่าไรมีขายอยู่ถมถืด ไม่ต้องกลัวเรื่องขนาดพกพาไม่สะดวก โน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หลายรุ่นมีขนาดบางลง แต่ประสิทธิภาพเหลือเฟือ อย่าง Lenovo T400S ที่มีจีพีเอสในตัว แต่ราคาสูงกว่าเน็ตบุ๊คทั่วไปถึง 7 เท่า</p>
<p>พอรู้ชัดแน่แล้วว่า ไม่ต้องการประสิทธิภาพอะไรมากมาย และต้องการใช้เน็ตบุ๊คเป็นเครื่องตัวที่สองสำหรับใช้งานนอกบ้าน และไม่คิดจะใช้ไดร์ฟดีวีดีรอม สิ่งที่คุณต้องพิจารณาอันดับต่อไปคือ ซีพียู</p>
<p>ความเห็นส่วนตัวอยากให้รอเน็ตบุ๊คที่ใช้ชิพแสดงผลกราฟิก nVidia GPU ตระกูล GeForce 9400 รหัสร้อน "ไอออน" ทำงานร่วมกับซีพียูอะตอมของอินเทล ชิพเข็นตัวนี้ออกมาลดปมด้อยของเน็ตบุ๊คจนทำให้ความแตกต่างของเน็ตบุ๊คกับโน้ตบุ๊คแคบลง ชิพกราฟิก nVidia GPU จะเพิ่มพลังให้เน็ตบุ๊คประมวลผลภาพวิดีโอความละเอียด 1080 พิกเซล (แต่ยังมีคำถามตามมาเกี่ยวกับการแสดงผลบนจอภาพเน็ตบุ๊คความละเอียด 1024 x 600 แล้วยังมีประเด็นช่องต่อ VGA อีกที่ความละเอียดต่ำอีก)</p>
<p>รายที่เพิ่งเปิดตัวมาหมาดๆ คือ Lenovo IdeaPad S12 มีให้เลือกระหว่างชิพกราฟิกของอินเทล และชิพกราฟิก nVidia GPU มีช่อง Express Card สำหรับเสียบการ์ด 3 จีด้วย ฮาร์ดดิสก์เอาไปเต็มที่เลย 160 กิกะไบต์ น่าเสียดายที่ไม่ได้นำเข้ามาทำตลาดในไทย</p>
<p>นอกจากอินเทลอะตอมแล้ว เอเอ็มดีจับจ้องตลาดเน็ตบุ๊คอยู่ด้วย และซุ่มพัฒนาซีพียูตระกูล Athlon Neo มาได้ครึ่งทางแล้ว แต่จุดเด่นของซีพียูเอเอ็มดีรุ่นนี้ยังไม่ชัดเจนนัก คงต้องรอดูตัวเป็นๆ อีกที สำหรับซีพียูอีกค่ายคือ VIA เคยประจำการอยู่บน HP Mini Note อันนี้ข้ามไปเลย ผิดฝาผิดตัวไปหน่อย</p>
<p>ถ้าไม่รอเอเอ็มดีก็ข้ามไปเลย มาดูเจ้าหนูอะตอมของอินเทลกันต่อ ความเร็วยังยืนกรานอยู่ที่ 1.6 กิกะเฮริตซ์ เหลือบตาดูรหัสที่ตามหลังมาสักนิดว่าเป็น Atom N 270 หรือ 280 (ตัวหลังมีความเร็วรับส่งข้อมูล 667 เมกะเฮริตซ์ ส่วนรุ่น N207 ความเร็ว 533 เมกะเฮริตซ์) คนที่จับสองรุ่นมาทดสอบเปรียบเทียบบอกว่า "ไม่มีนัยสำคัญ"</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีอินเทลอะตอมรุ่น Z520 ความเร็ว 1.33 กิกะเฮริตซ์ บัส 533 เมกะเฮริตซ์ ประจำการอยู่ในรุ่น Dell Mini 10 และ Mini 12 เป็นตัวเลือก</p>
<p>ปัจจัยสำคัญของเน็ตบุ๊คคือ แบตเตอรี่ การใช้เน็ตบุ๊คนอกบ้านยิ่งต้องการรุ่นที่ใช้งานได้นาน ใช่ไหม แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ชอบลดต้นทุนทำให้เครื่องราคาต่ำล่อใจเข้าไว้ และเลือกใช้แบตเตอรี่ 3 เซลล์ที่ใช้งานได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงครึ่งมาให้ อย่างเน็ตบุ๊คของ Dell Mini12 ที่สวยเรียบและบางเพียง 1.1 นิ้ว จอ 12 นิ้วดูสบายตา ทุกอย่างดูดีหมดยกเว้นแบตเตอรี่ 3 เซลล์ ถ้ารักจริงหวังแต่ง ขอแนะนำให้สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ของเดลล์ เพราะมีตัวเลือกรุ่น 6 เซลล์ใช้งานนาน 6 ชั่วโมง แต่ต้องไม่เกี่ยงน้ำหนัก และราคาที่เพิ่มขึ้น ข้อดีของแบตเตอรี่ก้อนโตอีกอย่างคือ มันช่วยยกตัวเครื่องให้ชันเล็กน้อยทำให้พิมพ์สะดวกขึ้น</p>
<p>เน็ตบุ๊คส่วนใหญ่ขยับเป็นจอ 10 นิ้วกันแล้ว หากเลือกได้เลือกรุ่นจอ 12 นิ้วไปเลย อย่าง Dell Mini 12 และLenovo IdeaPad S12 องศากางของหน้าจอก็สำคัญ ถ้าคุณชอบเน็ตบุ๊คที่กางหน้าจอได้เกือบ 180 องศา ควรทดลองกางและพับหน้าจอดู อีกอย่างพวกที่เคลือบจอเงาแวบ อย่าซื้อดีกว่ามันสะท้อนเกินไป</p>
<p>ฮาร์ดดิสก์อยากให้ดูขนาดใหญ่ไว้ก่อน ที่เห็นขายส่วนใหญ่มีขนาด 60-80 กิกะไบต์ ถ้าเจอรุ่น 120 กิกะไบต์หรือมากกว่า ราคาเท่ากัน เลือกใหญ่ไว้ก่อนดีที่สุด</p>
<p>คีย์บอร์ดก็เหมือนกัน กรณีของ Dell Mini 12 แป้นพิมพ์มีขนาด 92% ของแป้นมาตรฐานโน้ตบุ๊ค แต่ยังแพ้ IdeaPad S12 ที่มีแป้นพิมพ์ 100% เท่าโน้ตบุ๊ค ส่วนรุ่นจอ 8.9 นิ้ว และ 10 นิ้ว หากเน้นใช้พิมพ์งานมากระวังมือหงิก บางรุ่นถึงแป้นจะเล็กแต่ออกแบบให้พิมพ์สบายอยู่เหมือนกันอย่างเครื่องของ HP Mini Note</p>
<p>เน็ตบุ๊คที่น่าสนใจและกำลังจะเปิดตัวในอาทิตย์หน้าคือ BenQ Joybook U121 หน้าจอ 11.6 นิ้ว จอแอลซีดีแบล็กลิต 1366 x 768 (16:9) ซีพียูอินเทลอะตอมZ520/530 1.33 กิกะเฮริตซ์ หน้าจอกางได้ 180 องศา แป้นพิมพ์ 100% เท่าโน้ตบุ๊ค ฮาร์ดดิสก์อู้ฟู่มีตั้งแต่ 160-500 กิกะไบต์ มีจุดเด่นที่แบตเตอรี่ชาร์จเร็วเสียบปลั๊ก 1 ชั่วโมงเพิ่มพลังไฟได้ 80% น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม</p>
<p>สุดท้ายคือ ระบบปฏิบัติการ ตัวเลือกมีไม่เยอะ Windows XP เหมาะกว่าทารุณเน็ตบุ๊คด้วย Vista หรือถ้าอยากได้โอเอสที่ไม่สร้างภาระให้กับซีพียูมากนักเลือกลินุกซ์ไปเลย ถูกกว่า โปรแกรมพวกใช้งานสำนักงานอย่าง OpenOffcie ก็เพียงพอแล้ว หรือไม่ร้อนใจรอ Windows 7 ก็ดี ใครต่อใครบอกว่ามันเกิดมาเพื่อเน็ตบุ๊ค แต่กระแส Android OS</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20090619/52883/เน็ตบุ๊คสักเครื่อง-ทำไมต้องเรื่องมาก.html"><img border="0" alt="" width="210" height="81" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3030&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เนคเทคเตรียมส่งราคาข้าวขึ้นมือถือ]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img border="0" alt="" align="left" width="460" height="322" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/06/18/images/news_img_52650_1.jpg" />ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดเผยว่า เนคเทคได้สร้างความร่วมมือพันธมิตรเครือข่ายวิจัย โดยมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้ง ศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน Center of Excellence ขึ้น</p>
<p>เพื่อแลกเปลี่ยนบุคลากรและทำงานวิจัยร่วมกัน ระหว่างเนคเทคและมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมความรู้และวิศวกรรมภาษา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์</p>
<p>เนคเทคได้สนับสนุนทุนให้แก่ทั้ง 2 ศูนย์ มูลค่า 10 ล้านบาท หรือปีละ 1 ล้านบาท ต่อเนื่อง 5 ปี เพื่อสร้างพันธมิตรทำงานวิจัยร่วมกันอย่างจริงจัง โดยก่อนหน้านี้เนคเทคได้สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมฟื้นฟู และศูนย์ความเป็นเลิศด้านอินเทอร์เน็ตยุคหน้า (IPV6) ซึ่งก่อให้เกิดงานวิจัยพร้อมใช้จำนวนหนึ่ง</p>
<p>โครงการสร้างศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และสร้างห้องปฏิบัติการเพื่อทำงานวิจัยในระดับภูมิภาค ตามเป้าหมายของเนคเทคที่ต้องการสร้างงานวิจัยและนักวิจัยให้เกิดขึ้นทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคมหาวิทยาลัย และเอกชน</p>
<p>ทั้งนี้รูปแบบการทำงานของศูนย์ความเป็นเลิศ หรือ U-Know CoE จะเน้นรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่มีอยู่มาบรรจุไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อสะดวกในการถ่ายทอด ในลักษณะข้อมูลสั่งตัด เช่น โครงการวิจัยปุ๋ยสั่งตัด ที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รวบรวมข้อมูลความต้องการของสารอาหารในดินแต่ละพื้นที่ ให้สำหรับวิเคราะห์สูตรปุ๋ยที่พืชต้องการอย่างแท้จริง โดยระบบที่พัฒนาขึ้นจะส่งข้อมูลที่เกษตรกรต้องการผ่านโทรศัพท์มือถือ เช่น ข้อมูลราคาข้าว และพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น</p>
<p>"การสร้างพันธมิตรเพิ่มเติมโดยการตั้งศูนย์เฉพาะทางเพิ่มอีก 2 มหาวิทยาลัย คาดว่าจะช่วยให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ ตลอดจนก่อให้เกิดความเชื่อมโยง รวมถึงการสร้างบุคลากรด้านไอทีเพิ่มขึ้น"</p>
<p>ด้าน รศ.ดร.ไทย ทิพย์สุวรรณกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ในส่วนศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับเนคเทคนั้น จะเน้นไปที่การพยากรณ์ด้านนิเวศวิทยา เช่น การทำนายสภาพภูมิอากาศล่วงหน้าสำหรับวางแผนการเพาะปลูกพืช เป็นหลัก</p>
<p>ที่ผ่านมานักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้ทำการศึกษาวิจัยหลายเรื่อง โดยเฉพาะจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อความเป็นเลิศด้าน Ecoinformatics อาทิเช่น วิจัยผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต่อปะการัง ฟีโนไทป์ของต้นประ</p>
<p><br />ในอนาคตเนคเทคพร้อมที่จะขยายความร่วมมือสร้างศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางในด้านอื่นร่วมกับมหาวิทยาลัยที่มีความสนใจ เช่นศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านเครือข่ายไร้สายเป็นต้น</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20090618/52650/เนคเทคเตรียมส่งราคาข้าวขึ้นมือถือ.html"><img border="0" alt="" width="210" height="81" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3029&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[6 ก.ค.รอพบทฤษฎี Freeconomics]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img border="0" alt="" align="left" width="460" height="322" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/06/12/images/news_img_50771_1.jpg" />คริส แอนเดอร์สัน บรรณาธิการบริหาร Wired นิตยสารเทคโนโลยีที่คนไอทีอ่านกันค่อนโลก ประกาศชัดว่า "ของฟรีคืออนาคตของธุรกิจ"</p>
<p>&nbsp;เขาคนนี้แหละเป็นคนสร้างวลี "The Longtail" ขึ้นมาจากหนังสือสะท้อนภาพธุรกิจยุคดิจิทัลอันลือลั่น The Long Tail: Why the Future of Business Is Selling Less of More ตีพิมพ์เมื่อปี 2549</p>
<p>&nbsp;วันที่ 6 ก.ค. หนังสือเล่มใหม่ของเขาชื่อว่า Free รูปแบบโมเดลธุรกิจยุคใหม่อีกเช่นกันจะเริ่มวางแผง</p>
<p>&nbsp;ใช่แล้วครับ ฟรี ฟรี ฟรี และเขาตั้งใจแจกฟรีด้วยในรูปแบบของดาวน์โหลดไฟล์ เพียงแต่ด้วยสัญญากับทางสำนักพิมพ์ Hyperion เนื้อหาบางส่วนที่เป็นรายละเอียดจะถูกตัดทอนลงไป</p>
<p>&nbsp;ถึงยังหาดาวน์โหลด Free มาอ่านไม่ได้ แต่แอนเดอร์สันเกริ่นทฤษฎี Freeconomics ไว้บ้างแล้วในบทความชื่อ Free! Why $0.00 is the Future of Bussiness</p>
<p>&nbsp;โมเดลเศรษฐศาสตร์ของฟรีไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ต้องรอ Free วางแผงหนังสือ เราก็เห็นโมเดลทำธุรกิจแจกฟรีในรูปแบบของการส่งเสริมการตลาดที่ใช้กันมาหลายทศวรรษแล้ว เพียงแต่ในยุคดิจิทัล และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้บริโภคสามารถได้รับบริการข้อมูล และผลิตภัณฑ์ฟรี "อย่างไม่มีเงื่อนไข"</p>
<p>&nbsp;ไม่ใช่แค่ "ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง" หรือ " ซื้อเสื้อตัวแรก ตัวที่สองลด 50%"</p>
<p>&nbsp;แอนเดอร์สันเล่าถึงโมเดลธุรกิจแจกฟรีโดยกล่าวพาดความถึงคุณคิง ยิลเล็ตต์ คนเดียวกับที่ให้กำเนิดใบมีดยิลเล็ตต์เมื่อกว่าร้อยกว่าปีก่อน นายยิลเล็ตต์คนนี้มีความคิดแปลกแหวกสมัย (นั้น) อยู่ว่า อุตสาหกรรมอะไรก็ตามควรมีเพียงรายเดียว โดยมีสาธารณชนเป็นเจ้าของ และคนอเมริกันนับล้านควรอยู่ในเมืองใหญ่ที่ใช้น้ำตกไนแองการ่าปั่นกระแสไฟฟ้า</p>
<p>&nbsp;ระหว่างโกนหนวดด้วยมีดโกนแบบด้ามยาว ที่ทื่อจนเถืออะไรแทบจะไม่ได้อยู่แล้ว เขาเกิดความคิดว่าทำไมไม่ทำใบมีดโกนให้มันบางกว่านี้ แทนที่จะมัวเสียเวลาคอยลับใบมีดอยู่ ทำไมไม่ทำใบมีดโกนที่ทิ้งไปอย่างไม่เสียดายหลังใช้จนทื่อ หลังจากลองทำอยู่หลายปี ในที่สุดใบมีดโกนใช้แล้วทิ้งก็ถือกำเนิด และเริ่มจำหน่ายในปี 1903 ยิลเล็ตต์ขายมีดโกนได้ 51 อัน และจำหน่ายใบมีดได้ 168 ใบ เรียกว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ชายในอเมริกา</p>
<p>&nbsp;ยิลเล็ตต์คิด "กิมมิก" การตลาดออกมามากมายหลังจากเริ่มธุรกิจมีดโกนใช้แล้วทิ้ง มีตั้งแต่เอารูปหน้าตัวเองหนวดงามโชว์หราหน้ากล่อง ไปจนถึงยอมขายให้กับกองทัพสหรัฐราคาถูกสุดๆ โดยหวังว่าทหารที่ออกรบจะพกนิสัยโกนหนวดกลับมาโกนหน้าเกลี้ยงเกลาเมื่อปลดประจำการ และขายยกโหลให้กับธนาคารไว้แจกเวลาลูกค้ามาฝากเงิน</p>
<p>&nbsp;ตัวมีดโกนยังเอาไปพ่วงกับสินค้าอื่นมากมายตั้งแต่หมากฝรั่งไปจนถึงกาแฟ ชา และมาร์ชแมลโลว์ กลยุทธ์ของแถมช่วยให้สินค้าพวกนั้นขายดีขึ้น</p>
<p>แต่ยิลเล็ตต์เองกอบโกยได้มากกว่า ด้วยกลยุทธ์แจกด้ามมีดโกนซึ่งตัวมันเองแทบจะไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยกลับทำให้เกิดความต้องการซื้อใบมีดใช้แล้วทิ้งเพิ่มขึ้น ยิลเล็ตต์ยังคงใช้กลยุทธ์ดังกล่าวอยู่จนทุกวันนี้ </p>
<p>&nbsp;ตำราธุรกิจแบบ cross-sucsidy ของยิลเล็ตต์ถูกนำไปลอกใช้กันเกร่อ เรียกว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย เป็นภาษาพระก็เรียกว่า อกาลิโก</p>
<p>&nbsp;ไม่นานมานี้ ฮิวเล็ตต์ แพคการ์ด ประเทศไทยประกาศแจกเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท ฟรี แต่พ่วงเงื่อนไขต้องจ่ายค่าหมึกเดือนละ 2,340 บาทต่อเดือนนาน 1ปี หมายความว่าครบหนึ่งปีลูกค้าต้องจ่ายเงิน 28,080 บาท ถือว่าแพงเอาเรื่องสำหรับคนที่ใช้หมึกเดือนหนึ่งไม่ถึง 2 ตลับ กลยุทธ์เดียวกัน แอ๊ปเปิ้ลเคยใช้ผูกขายไอโฟนกับรับบริการสองปีกับค่ายเอทีแอนด์ทีมาแล้ว </p>
<p>&nbsp;สิ่งที่แอนเดอร์สันต้องการนำเสนอคือ โมเดลธุรกิจแจกฟรีกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ และไม่ใช่ประเภทของแถมแจกพ่วงแบบ cross-subsidy (ผลักภาระต้นทุนของสินค้าหนึ่งไปยังอีกสินค้าหนึ่ง) แต่เปิดให้ใช้กันฟรีไม่มีเงื่อนไข</p>
<p>&nbsp;Yahoo และGmail เพิ่มพื้นที่เมลบ็อกซ์ให้ผู้ใช้มหาศาล ชนิดที่ไม่ต้องพกทรัมป์ไดร์ฟติดตัวเลยยังไหว แอนเดอร์สันมองว่าธุรกิจบนเว็บเป็นเรื่องของ "ขนาด" ล้วนๆ ยิ่งดึงคนเข้ามาใช้บริการมากที่สุดเท่าไร ต้นทุนยิ่งกระจายออกไปยังผู้ใช้มากขึ้น และยิ่งทำให้เทคโนโลยีทำงานได้เต็มความสามารถมากขึ้น ทำให้ต้นทุนลดลง "เกือบเป็นศูนย์"</p>
<p>&nbsp;แอนเดอร์สันบอกว่ามีสองแนวโน้มสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้โมเดลธุรกิจแจกฟรีขยายตัวไปทั่วระบบ</p>
<p>&nbsp;แนวโน้มแรกคือ เทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดตลาดของตัวเองได้ยืดหยุ่นมากขึ้น และเปิดทางอิสระให้พวกเขาสามารถแจกสินค้าและบริการให้กับลูกค้ากลุ่มหนึ่ง แต่หารายได้จากการขายสินค้าให้ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;แนวโน้มที่สองคือ เมื่อธุรกิจกระโดดเข้าสู่เครือข่ายดิจิทัลพวกเขาจะรู้ว่าต้นทุนธุรกิจลดลงมากแค่ไหน ยกตัวอย่าง Google พลิกโฉมธุรกิจโฆษณาจากเดิมที่ต้องจ้างพนักงานหาโฆษณา (ต้นทุนสูง) มาเป็นซอฟต์แวร์โฆษณาสำเร็จรูป (ต้นทุนต่ำ) แอนเดอร์สันยืนยันว่า ธุรกิจหลายประเภทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้ด้วยซอฟต์แวร์ออนไลน์ ธนาคารหลายแห่งเริ่มให้บริการทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;โมเดลธุรกิจแจกฟรีมันไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำธุรกิจฟรีแล้วมันจะทำเงินมหาศาลไม่ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เว็บไซต์หางานออนไลน์สามารถเปิดรับผู้สมัครงานได้นับแสน เช่นเดียวกัน บริษัทและร้านค้านับหมื่นสามารถลงโฆษณาจัดหางานได้ไม่อั้น เขียนแบบฟอร์มออนไลน์กันตรงนั้น เรียกมาสัมภาษณ์งานกันทางอีเมล์ภายในวันเดียว</p>
<p>&nbsp;แอนเดอร์สันบอกว่า การหารายได้จากธุรกิจออนไลน์ต้องมองตลาดกว้างกว่าแบบเดิมที่มองแค่&nbsp; "ผู้ซื้อพบผู้ขาย" แต่ให้มองเป็น "ระบบนิเวศ" ที่มีอยู่หลายฝ่าย และหารายได้จากฝ่ายที่สาม</p>
<p>&nbsp;โมเดลฟรีประเภทให้ "ฝ่ายที่สามเป็นคนจ่าย" ไม่ใหม่ ทุกวันนี้เราดูทีวีฟรี ฟังวิทยุฟรี รวมไปถึงธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่ขายให้กับคนอ่านในราคาที่ถูกกว่าต้นทุนกระดาษ การผลิต และจัดจำหน่าย ธุรกิจสื่อพวกนี้ไม่ได้ขายแค่เนื้อหา แต่ขายโฆษณาให้กับคนดู คนฟัง และคนอ่าน นี่คือตลาดสามทางที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน</p>
<p>&nbsp;ต่างกันที่ เว็บไซต์ทำให้ธุรกิจสื่อสามารถขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมทุกประเภท มีรูปแบบธุรกิจนับสิบที่ธุรกิจสื่อสามารถทำเงินได้จากบริการ "ข้อมูลฟรี" เป็นไปได้ตั้งแต่ขายข้อมูลลูกค้า บริการสมาชิก "มูลค่าเพิ่ม" รวมไปถึงการหารายได้จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยตรง</p>
<p>&nbsp;คุณอาจไม่ทันนึกก็ได้ว่า เวลาสมัครใช้อีเมล์ Yahoo, Gmail, Hotmail หรือพวกโปรแกรมสนทนา Skype,&nbsp; MSN, Twitter หรือแม้แต่ Nok Nok รวมไปถึงเว็บเครือข่ายสังคมอย่าง MySpace, Hi 5, ฯลฯ ข้อมูลที่คุณกรอกลงไปไม่กี่ช่อง ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ อาชีพ และประเทศ คุณกำลังให้ข้อมูลฟรีกับเว็บไซต์ เพื่อให้พวกเขามีรายได้</p>
<p>ที่มา :<br /><img border="0" alt="" width="210" height="81" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3028&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[อะไรสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อทีวี?]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="350" alt="" width="500" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/11/thumb/293597_tvthumb3bkk.jpg" />ราคา, ยี่ห้อ, ขนาดจอ, หรือคุณภาพ? อะไรสำคัญที่สุดสำหรับคนอเมริกันในการเลือกซื้อทีวี มีผลสำรวจออกมาแล้ว</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : <strong>โดย บารมี นวนพรัตน์สกุล</strong></p>
<p>จากการสังเกตพฤติกรรมการดูทีวีของชาวอเมริกันที่ผ่านมา พบว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจคุณภาพของทีวีสักเท่าไหร่ สังเกตได้จากครัวเรือนต่างๆ ดูทีวีแบบสีผิดเพี้ยนกันเยอะ ถึงกับมีคำเสียดสีกันว่า ผิวของนักแสดงในทีวีเป็นสีเดียวกับกุ้งล็อบสเตอร์ก็ยังดูกันอยู่ได้ </p>
<p>ดังนั้น iSuppli Corp. บริษัทวิจัยทีวี จึงได้ทำการสำรวจถึงพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งพบว่าจริงๆ แล้วคนอเมริกันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงความคิดแล้ว โดยเริ่มสนใจในคุณภาพของภาพและสีสันมากกว่าแต่ก่อน </p>
<p>เวลาไปหาซื้อทีวีเครื่องใหม่ คนอเมริกันใส่ใจเรื่องคุณภาพมากกว่าราคา ถึงแม้ว่าราคาจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนมีรายได้น้อยก็ตาม ขณะที่คนมีรายได้สูง มักจะสนใจเรื่องคุณภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือเรื่องยี่ห้อ แล้วจึงจะดูราคาเป็นอันดับต่อมา </p>
<p>ขณะที่ขนาดของจอทีวีเป็นตัวแปรอันดับท้ายๆ ในการเลือกซื้อทีวีของคนอเมริกัน ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีรายได้น้อยหรือสูง ก็ไม่ค่อยสนใจขนาดจอเท่าไหร่ </p>
<p>โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เลือกซื้อทีวีจากขนาดจอเพียง 5.24% ส่วนผู้มีรายได้ระหว่าง 75,000  100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี มองว่าขนาดจอเป็นเรื่องสำคัญเพียง 7.6% เท่านั้น ขณะที่ 34.5% บอกว่าซื้อทีวีโดยดูคุณภาพเป็นหลัก </p>
<p>iSuppli ระบุว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการซื้อทีวีของคนอเมริกัน ทำให้พอจะสรุปได้ดังนี้ </p>
<p>- HDTV เป็นตัวเลือกแรกสำหรับคนที่ไปหาซื้อทีวีคุณภาพ แม้ว่า HDTV หลายยี่ห้อไม่ได้มีคุณภาพที่ดีอย่างที่โฆษณา บางครั้งคุณภาพกลับแย่กว่าทีวีรุ่นเก่าที่เป็นเทคโนโลยีหลอดภาพด้วยซ้ำ </p>
<p>- ผลสำรวจที่ระบุว่าผู้บริโภคที่มีรายได้สูง มองคุณภาพและยี่ห้อเป็นหลักในการซื้อทีวี ทำให้ผู้ผลิตทีวีเจ้าเล็กๆ ต้องคิดหนัก แต่ก็ยังคงมุ่งทำตลาดด้วยราคาเป็นหลัก โดยมุ่งเจาะตลาดลูกค้าที่ดูเรื่องปัจจัยราคาในการตัดสินใจซื้อทีวีแทน</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/11/news_293597.php"><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=1366&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[อย่าเพิ่งเห่อของใหม่ (มากไป) ระวัง..ภัยคุกคามเบราเซอร์!]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="348" alt="" width="453" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 254px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/06/thumb/292249_56502787thumb3bkk.jpg" />ไม่ว่าจะเบราเซอร์เก่า เบราเซอร์ใหม่ก็มีโอกาสที่จะมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ทั้งนั้น </p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : รายงานล่าสุดจาก "เอ็กซ์ฟอร์ซ (X-Force) ที่รายงานถึงแนวโน้มด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตในช่วงครึ่งปี 2551 พบว่า อาชญากรไซเบอร์กำลังพัฒนาวิธีการรวมทั้งเทคนิคแบบอัตโนมัติและกลยุทธ์รูปแบบใหม่ๆ ซึ่งทำให้การโจมตีช่องโหว่ในเบราเซอร์ทำได้เร็วขึ้นกว่าเดิม </p>
<p>ในขณะเดียวกัน โค้ดที่ใช้ในการเจาะระบบ (หรือ Exploit Code) ที่ถูกเผยแพร่โดยนักวิจัยทางด้านความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นต่อระบบ ฐานข้อมูล และผู้ใช้ </p>
<p>รายงานเอ็กซ์ฟอร์ซของไอบีเอ็ม ในช่วงครึ่งปีนี้ ระบุว่า 94 % ของการโจมตีทางออนไลน์ในปัจจุบัน สามารถเกิดขึ้นได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่มีการมีช่องโหว่ในเบราเซอร์เกิดขึ้น การโจมตีเหล่านี้ เรียกว่า ซีโร่ เดย์ (Zero-Day) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้บนอินเทอร์เน็ต ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ว่าตนมีช่องโหว่ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยซ้ำไป </p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่อาชญากรในโลกไซเบอร์เริ่มพัฒนาระบบอัตโนมัติ และสามารถเผยแพร่เครื่องมือที่ใช้ในการเจาะระบบได้ดีขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ แวดวงการวิจัยทางด้านความปลอดภัยในอินเทอร์เน็ตยังขาดมาตรการที่เหมาะสมในการเปิดเผยปัญหาช่องโหว่ของระบบ&nbsp; </p>
<p>นักวิจัยหลายคนมักจะใช้วิธีเปิดเผย Exploit Code พร้อมด้วยคำแนะนำเรื่องการรักษาความปลอดภัย&nbsp; แต่รายงานเอ็กซ์ฟอร์ซ ฉบับนี้ชี้ว่า ช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยโดยนักวิจัยมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้มีการเผยแพร่โปรแกรมบุกรุกแบบซีโร่ เดย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่านักวิจัยควรใช้แนวทางใดในการเปิดเผยเกี่ยวกับช่องโหว่ในลักษณะดังกล่าว </p>
<p>นอกจากนี้ ปัญหานี้ยังแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับแวดวงการวิจัยทางด้านความปลอดภัยในอินเอร์เน็ต </p>
<p>นายคริส แลมบ์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการเอ็กซ์ ฟอร์ซ กล่าวว่า สองประเด็นหลักในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ก็คือเรื่องความรวดเร็วและการเติบโตของวิธีการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่าง ๆ ปัจจุบันพบว่าการโจมตีสามารถเกิดขึ้นได้เร็วมาก หากเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยขึ้น รวมทั้งปัญหาด้านความปลอดภัยก็มีเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน</p>
<p>ด้วยวิธีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ทำอยู่ในปัจจุบัน อาจทำให้แวดวงการวิจัยเสี่ยงต่อการส่งเสริมอาชญากรรมออนไลน์&nbsp; </p>
<p>ข้อมูลสำคัญของรายงานเอ็กซ์ฟอร์ซ ในช่วงครึ่งปีแรก: </p>
<p> ปลั๊กอินสำหรับเบราเซอร์เป็นเป้าหมายใหม่สำหรับการโจมตี&nbsp; ในอดีต ภัยคุกคามพุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการเป็นหลัก ต่อมาก็มุ่งมาที่เว็บเบราเซอร์ แต่ปัจจุบันเป้าหมายใหม่คือ ปลั๊กอินสำหรับเว็บเบราเซอร์ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ราว 78% ของเว็บเบราเซอร์ใช้ปลั๊กอินที่เปิดโอกาสให้เป็นเป้าหมายการโจมตี </p>
<p> การโจมตีคอมพิวเตอร์ทีละเครื่องที่เคยทำในแบบแมนนวล (Manual) ได้พัฒนาไปสู่การโจมตีแบบอัตโนมัติที่ครอบคลุมคอมพิวเตอร์จำนวนมาก&nbsp; กว่าครึ่งหนึ่งของช่องโหว่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแอพพลิเคชั่นของเว็บเซิร์ฟเวอร์&nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องโหว่แบบ Structured Query Language (SQL) Injection ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 25% ในปี2550 เป็น 41% ในช่วงครึ่งปีนี้ โดยการโจมตีในปัจจุบันนอกจากจะเป็นแบบอัตโนมัติแล้ว ยังสามารถทำกับเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างฉับพลัน โดยผู้โจมตีมีจุดมุ่งหมายโจมตีระบบจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว </p>
<p> สแปมเมอร์หันกลับไปใช้เทคนิคพื้นฐาน&nbsp; วิธีการสแปม (Spam) ที่ซับซ้อนดังเช่นที่เคยทำกันอย่างแพร่หลายในช่วงปี 2550 เช่น สแปมที่ใช้รูปภาพ, สแปมที่ใช้ไฟล์ที่แนบมา ฯลฯ ปัจจุบันเกือบจะสูญหาย วิธีใหม่ ที่สแปมเมอร์เริ่มหันมาใช้กลับมาเป็นการสแปมแบบ URL ที่เรียบง่าย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สแปมชนิดนี้ประกอบด้วยข้อความสั้นๆ และ URL จึงทำให้ตัวกรองสแปมไม่สามารถตรวจจับได้&nbsp; ทั้งนี้ ราว 90% ของสแปมที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบที่ใช้ URL </p>
<p> รัสเซียยังคงเป็นต้นกำเนิดของสแปมส่วนใหญ่ โดย 11% ของสแปมทั่วโลกมาจากรัสเซีย ตามมาด้วยตุรกี 8% และสหรัฐฯ 7.1% </p>
<p> นักเล่นเกมออนไลน์เป็นเป้าหมายของการโจมตี&nbsp; เนื่องจากเกมออนไลน์และชุมชนเสมือนในปัจจุบัน ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงกลายเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับอาชญากรในโลกไซเบอร์&nbsp; รายงานเอ็กซ์ฟอร์ซ ระบุว่าโทรจัน (Trojan) ที่ใช้ขโมยรหัสผ่านที่แพร่หลายที่สุด 4 ตัวพุ่งเป้าไปที่นักเล่นเกม โดยจุดมุ่งหมายหลักก็คือ การขโมยทรัพย์สินเสมือน (Virtual Asset) ของนักเล่นเกม แล้วนำไปขายต่อในตลาดออนไลน์เพื่อแลกเป็นเงินจริง </p>
<p> สถาบันการเงินยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับฟิชเชอร์ (Phisher)&nbsp; โดยในบรรดาบริษัทที่เป็นเป้าหมายแรกๆ ของการทำฟิชชิ่ง (Phishing) 20 บริษัทนั้น 18 บริษัทที่เป็นสถาบันการเงิน </p>
<p> เทคโนโลยีเสมือนหรือระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นที่ปลอดภัยมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น&nbsp; ทั้งนี้ การเปิดเผยเรื่องช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่านับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเสมือนได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น </p>
<p>รายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งรายงานเอ็กซ์ฟอร์ซฉบับเต็ม การพยากรณ์แนวโน้มด้านความปลอดภัยและสถิติต่าง ๆ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ <a href="http://www.ibm.com/services/us/iss/xforce/midyearreport">www.ibm.com/services/us/iss/xforce/midyearreport</a></p>
<p>ที่มา :<br /><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=1332&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[Google VS Microsoft]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="253" alt="" width="338" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 247px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/06/thumb/292242_google_microsoft_1thumb3bkk.jpg" />วัดกันหมัดต่อหมัด ระหว่างเด็ก 10 ขวบอย่าง Google และหนุ่มวัยกลางคนอย่าง Microsoft...ใครเป็นต่อ???</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : <strong>โดย บารมี นวนพรัตน์สกุล</strong></p>
<p>ความยิ่งใหญ่ของ Google ในวันนี้ สร้างความสงสัยให้ใครหลายๆ คนว่า หากเทียบกับยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีเหมือนกันอย่าง Microsoft นั้น จะเปรียบมวยกันได้หรือไม่ </p>
<p>Google นั้นจดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อ 10 ปีก่อน ถ้าเทียบเป็นคนก็เหมือนเด็กอายุแค่ 10 ขวบ ขณะที่ Microsoft นั้นเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ปีนี้มีอายุ 33 ปี </p>
<p>ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Google เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นบริษัทเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อันเนื่องมาจาก search engine ตัวเก่งนั่นเอง และหลายๆ คนก็คาดการณ์ว่าในอนาคต Google จะกลายเป็นเจ้าแห่งยุค Cloud Computing หรือระบบประมวลผลออนไลน์ เช่นเดียวกับ Microsoft ที่เคยเป็นเจ้าแห่งยุค PC หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาแล้ว </p>
<p>ทีนี้ลองมาเปรียบเทียบกันหมัดต่อหมัดในช่วงเวลาเดียวกัน ดูซิว่ามวยคู่นี้จะสูสีกันขนาดไหน โดยข้อมูลต่างๆ รวบรวมมาจาก Yahoo Finance และ comScore </p>
<p><strong>อายุ 
    <p>Google: 10 ปี</p></strong></p>
<p>Microsoft: 33 ปี </p>
<p><strong>รายได้ใน 4 ไตรมาสล่าสุด</strong></p>
<p>Google: 19,600 ล้านดอลลาร์</p>
<p>Microsoft: 60,400 ล้านดอลลาร์ </p>
<p>***รายได้ของ Microsoft เมื่ออายุ 10 ปี: 140 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่ากับ 279 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) </p>
<p><strong>รายได้ต่อชั่วโมงใน 4 ไตรมาสล่าสุด</strong></p>
<p>Google: 2.2 ล้านดอลลาร์</p>
<p>Microsoft: 6.9 ล้านดอลลาร์ </p>
<p><strong>รายได้สุทธิใน 4 ไตรมาสล่าสุด 
    <p>Google: 4,850 ล้านดอลลาร์</p></strong></p>
<p>Microsoft: 17,600 ล้านดอลลาร์ </p>
<p><strong>จำนวนพนักงาน 
    <p>Google (ข้อมูลวันที่ 30 มิ.ย. 51): 19,604 คน</p></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Microsoft (ข้อมูลวันที่ 31 พ.ค. 51): 89,809 คน </p>
<p><strong>รายได้ต่อจำนวนพนักงาน 
    <p>Google: 1,000,000 ดอลลาร์</p></strong></p>
<p>Microsoft: 672,000 ดอลลาร์ </p>
<p><strong>มูลค่าตลาด 
    <p>Google: 142,000 ล้านดอลลาร์</p></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Microsoft: 241,000 ล้านดอลลาร์ </p>
<p>***จำนวนบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า Google: 3 บริษัท (Microsoft, IBM, Apple ตามลำดับ) </p>
<p><strong>จำนวนการใช้ search engine ทั่วโลก ในเดือนกรกฎาคม 51 
    <p>Google.com ของ Google: 48,700 ล้านครั้ง</p></strong></p>
<p>Live Search ของ Microsoft: 2,300 ล้านครั้ง </p>
<p><strong>จำนวนการใช้ search engine ต่อชั่วโมงทั่วโลก ในเดือนกรกฎาคม 51</strong></p>
<p>Google.com ของ Google: 65 ล้านครั้ง</p>
<p>Live Search ของ Microsoft: 3.1 ล้านครั้ง</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/06/news_292242.php"><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=1331&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทำไม Google จึงออกเบราเซอร์ Chrome?]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="350" alt="" width="500" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/04/thumb/291488_chrome1thumb3bkk.jpg" />หลายคนบอกว่าน่าจะออกได้ตั้งนานแล้ว บางคนบอกว่าเบราเซอร์ที่มีอยู่ก็น่าจะพอแล้ว Google มีเหตุผลอะไร ต้องติดตาม</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลังจากที่เปิดตัวไปแล้ว สำหรับเบราเซอร์น้องใหม่ล่าสุดจาก Google ที่ชื่อ Chrome ผลปรากฏว่ามีเสียงตอบรับมาอย่างหนาหูว่าเป็นเบราเซอร์ที่เร็วมากๆ เร็วกว่า Firefox เสียอีก (บางคนอ้างขนาดนั้น) แถมหน้าตาก็ดูดีสะอาดตา ไม่รกรุงรัง </p>
<p><strong>แต่คำถามคือ เพียงแค่นี้น่ะหรือ ที่จะมาชนกับยักษ์ใหญ่อย่าง Internet Explorer ของค่าย Microsoft?</strong></p>
<p>แน่นอนว่า Sergey Brin, Larry Page, และ Eric Schmidt สามหัวเรือใหญ่ของ Google คงไม่ได้เตรียมตัวมาแค่นี้แน่ๆ เพราะ Google เองก็เป็นเจ้าแห่งโลกออนไลน์เช่นเดียวกัน การที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ลงสู่ตลาดที่เรียกว่ามีการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน จนเคยมีคนเรียกช่วงแห่งการห้ำหั่นของเบราเซอร์ว่า Browser War มาแล้วนั้น ต้องมีอะไรที่เด็ดดวงกว่าความรวดเร็วและหน้าตาสะอาดสะอ้านอย่างแน่นอน </p>
<p>อันที่จริงแล้วการสร้างเบราเซอร์เป็นของตัวเอง อยู่ในความคิดของสองผู้ก่อตั้ง Google มาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว โดย Larry Page และ Sergey Brin เคยเปรยๆ ให้ Eric Schmidt ฟังเมื่อประมาณปี 2001 ซึ่ง Schmidt เพิ่งจะเข้ามาเป็นนั่งเป็น CEO ของ Google ใหม่ๆ ว่า เราน่าจะสร้างเบราเซอร์ของเราเองนะ </p>
<p><strong>แต่ Schmidt ตอบว่า ไม่ได้ เนื่องจากเขามองว่าขณะนั้นบริษัท Google เองยังไม่แข็งแรงพอที่จะไปต่อกรกับใครได้ในยุค Browser War ทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกิดความขัดแย้งระหว่าง Schmidt และสองผู้ก่อตั้งอยู่เนืองๆ</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทั้ง Larry Page และ Sergey Brin ยังคงเก็บความคิดที่อยากมีเบราเซอร์เป็นของตัวเองเอาไว้ และได้สร้างทีมงานขึ้นมาทีมหนึ่ง ให้ทำหน้าที่พัฒนาระบบเบราเซอร์ Firefox ซึ่งเป็นเบราเซอร์ระบบเปิด หรือ opensource หมายถึงเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ใครก็ตาม สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้เอง </p>
<p>ตรงจุดนี้เองที่ Schmidt ยอมรับโดยดุษณีว่า สองผู้ก่อตั้งแห่ง Google นั้นฉลาดปราดเปรื่องมาก เนื่องจากคนที่พัฒนาต่อยอด Firefox ย่อมสามารถสร้างเบราเซอร์ที่สุดยอดได้ เพราะจะรู้ปัญหาและจุดอ่อนที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง </p>
<p><strong>และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทีมงานของ Google ที่พัฒนา Firefox บอกว่าเบราเซอร์ที่มีอยู่ในตลาดทั้งหมดมี ข้อบกพร่อง</strong></p>
<p>ประเด็นหลักๆ คือเบราเซอร์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงผลข้อมูลแบบทางเดียว คือทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลตัวอักษร ภาพ เสียง วีดีโอ ให้แก่ผู้ใช้ โดยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับข้อมูลกลับไปอย่างเหมาะสม </p>
<p>ขณะที่ในยุคปัจจุบันเป็นยุค Cloud Computing หรือการประมวลผลในโลกออนไลน์ คือมีโปรแกรมต่างๆ ให้บริการบนอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์เลย เมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็สามารถบันทึกงานที่ทำไว้บนโลกออนไลน์ได้ เรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ส่งให้เพื่อนร่วมแก้ไขงานก็ได้ </p>
<p><strong>ซึ่งทั้งหมดนี้ Google บอกว่าเบราเซอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้รองรับการทำงานแบบ Cloud Computing แต่ Chrome ทำได้!</strong></p>
<p>นี่คือที่มาคร่าวๆ ของเบราเซอร์ใหม่ล่าสุด ซึ่งไม่ได้ออกมาแข่งกับ Firefox, Opera, Safari, Flock หรือรายย่อยอื่นๆ แต่เป้าหมายหลักคือออกมาเพื่อท้าชนกับ Inernet Explorer ของ Microsoft เท่านั้น </p>
<p><strong>ต้องคอยดูว่า Google จะล้มยักษ์ได้หรือไม่</strong></p>
<p>ที่มา :<br /><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=1319&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[กูเกิลส่งปิกาซ่า (มาอีกแล้ว)]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="350" alt="" width="500" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 231px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/03/thumb/291229_untitledthumb3bkk.jpg" />นอกเหนือจากการเปิดตัวเบราเซอร์น้องใหม่ "กูเกิล โครม (Google Chrome)" ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ยักษ์อินเทอร์เน็ตรายนี้ก็ปล่อยบริการใหม่ในนาม "ปิกาซ่า เซอร์วิส (Picasa service)" </p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ตามรายงานข่าวระบุว่า แม้จะไม่ใช่ไอเดียที่ดีนัก สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ พร้อมกันหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะหากของใหม่ที่ว่าเป็นสิ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนในวงการโลกไซเบอร์ไม่น้อย อย่างเช่นเบราเซอร์ "โครม" </p>
<p>หากแต่เทคโนโลยีใหม่ที่กูเกิลส่งมา "กูเกิล ปิกาซ่า 3.0" เป็นการอัพเกรดเทคโนโลยีสำคัญจากทั้งปิกาซ่า และปิกาซ่า เวบ อัลบั้มที่มีอยู่เดิม ซึ่งคุณสมบัติใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ทีตั้งแต่ name-tags, รูปลักษณ์ใหม่ของเวบ อัลบั้ม รวมถึงการอัพโหลดรูปภาพไปยังเวบไซต์ที่ง่ายกว่าเดิม </p>
<p>อย่างไรก็ตาม กูเกิลได้เปิดให้ดาวน์โหลดโปรแกรม ปิกาซ่า 3.0 มาใช้ได้แล้วผ่านเวบ <u>http://picasa.google.com</u> หรือ กูเกิล บล็อก <u>http://googleblog.blogspot.com</u></p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/03/news_291229.php"><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=1308&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[โรงเรียนจ๋า..บรอดแบนด์มาแล้ว]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="324" alt="" width="482" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 222px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/28/thumb/289320_3253000054thumb3bkk.jpg" />รออินเทอร์เน็ตฟรีไม่ไหว.. ลองของไม่ฟรีไปพลางๆก่อนแล้วกัน </p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทีทีแอนด์ทีผนึกไอทีรุกบรอดแบนด์โรงเรียน </p>
<p>นายภูเดษ จันทรางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บมจ.ทีทีแอนด์ที กล่าวว่า บริษัทจับมืออินเทล และเอสวีโอเอจัดโครงการ "Maxnet Edutainment Tour เจาะกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ทั่วทุกภาคในประเทศไทย ส่งเสริมเยาวชนและคนในวงการศึกษาใช้เทคโนโลยีทันสมัย ราคาถูก โครงการนี้จะรวมรูปแบบการส่งเสริมความรู้ในเชิงการอบรมสัมมนาวิชาการด้านเทคโนโลยีทักษะความรู้ต่างๆ และแทรกความบันเทิงเน้นเยาวชน นิสิต นักศึกษา นักเรียนระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป ทั่วทุกภาค โดยเริ่มที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่เป็นแห่งแรก </p>
<p>กิจกรรมดังกล่าวจะประกอบด้วย มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ภายในงานประกอบด้วยบูธสินค้า และชุดคอมพิวเตอร์พีซี และเน็ตบุ๊ค แบ่งเป็นชุดไอริส 1 เครื่อง อีโค อะตอม 10 เครื่อง ราคา 169,380 บาท ให้ผ่อน 12 เดือนๆ ละ 16,500 บาท หรือผ่อนต่อเทอมๆ ละ 99,000 บาท, ชุดอะพอลโล 1 เครื่อง อีโค อะตอม 10 เครื่อง ราคา 184,789 บาท ผ่อน 12 เดือนๆ ละ 18,000 บาท ต่อเทอมๆ ละ 170,000 บาท หรือซื้อเดี่ยวก็ได้ รวมทั้งมีโปรโมชั่นบรอดแบนด์ราคาพิเศษ 2 เมกะบิตต่อวินาที ราคา 590 บาท วางงบจัดงานไว้ 20-25 ล้านบาท </p>
<p>การทำตลาดครั้งนี้ถือเป็นการย้ำ และรุกตลาดบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตอีกครั้ง หลังจากได้ปรับมาตรฐานความเร็วขึ้น เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา มียอดผู้ใช้เพิ่ม 50% คาดว่ากิจกรรมนี้จะทำให้แม็กซ์เน็ตโตขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 70% โดยบริษัทตั้งเป้ามียอดผู้ใช้บรอดแบนด์ปีนี้ 5 แสนราย </p>
<p>นายวีระ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสวีโอเอ กล่าวว่า ที่ผ่านมายังมีช่องวางการเข้าถึงเทคโนโลยีสำหรับเยาวชนในต่างจังหวัดอีกมาก เฉลี่ยคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ต่อนักเรียน 40 คน</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/28/news_289320.php"><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=1261&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[10 สุดยอดเว็บไซต์เพลงออนไลน์]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="220" alt="" width="330" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 220px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/08/thumb/273945_musicthumb3bkk.jpg" />มาดูไอเดียของเว็บไซต์เพลงออนไลน์ ที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมเพลงในอนาคต</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ธุรกิจเพลงเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูง และยิ่งเป็นธุรกิจเพลงออนไลน์แล้ว ความผันผวนนั้นจะเพิ่มเป็นสองเท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นิตยสาร Wired ได้จัดอันดับ 10 เว็บไซต์เพลงออนไลน์ชื่อดัง ซึ่งนอกจากจะคัดเลือกจากความนิยมแล้ว ยังดูถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเพลงในอนาคตอีกด้วย แต่ก็อย่างที่บอกคือธุรกิจนี้มีความผันผวนสูง การจัดอันดับดังกล่าวจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ </p>
<p>(หมายเหตุ: การจัดอันดับดังต่อไปนี้ เป็นการจัดเรียงตามตัวอักษร ไม่ได้จัดเรียงตามความนิยม) </p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.</strong><a target="_blank" href="http://www.imeem.com/"><strong>Imeem</strong></a></p>
<p>เป็นเว็บไซต์ที่มี embed code ของเพลงต่างๆ ให้เลือกค่อนข้างมาก ทำให้เราสามารถนำเพลงที่ชื่นชอบไปแปะที่บล็อกหรือเว็บไซต์ของตัวเองได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับอนุญาตหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม เพลงส่วนใหญ่ได้รับอนุญาตให้แปะได้แค่ 30 วินาทีเท่านั้น </p>
<p><strong>2.</strong><a target="_blank" href="http://www.ivideosongs.com/"><strong>IVideoSongs</strong></a></p>
<p>เว็บไซต์นี้อาจแตกต่างจากเว็บอื่นๆ นิดหน่อยตรงที่มันเป็นเว็บสอนเล่นกีตาร์ผ่านวีดีโอออนไลน์ ซึ่งมีทั้งสอนให้แบบฟรีๆ และแบบเก็บตังค์ จากสถิติ 20 อันดับเพลงที่ถูกดาวน์โหลดสูงสุดของ iTunes เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีถึง 6 เพลง ที่มาจากเว็บ IVideoSongs นี่เอง </p>
<p><strong>3.</strong><a target="_blank" href="http://omnifone.com/"><strong>Omnifone</strong></a></p>
<p>ความโดดเด่นอยู่ตรงที่ให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดเพลงเข้าโทรศัพท์มือถือไปฟังได้โดยตรง ผ่านเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ด้วยค่าบริการต่อเดือนเพียง 250 บาท รวมทั้งยังมีบริการคัดเลือกเพลงของศิลปินที่คุณฟังบ่อยๆ ให้เลือกโดยอัตโนมัติอีกด้วย </p>
<p><strong>4.</strong><a target="_blank" href="http://mog.com/"><strong>MOG</strong></a></p>
<p>แม้ว่าจะมีคนเข้ามาเยี่ยมเยียนเว็บไซต์แห่งนี้นับล้านคนต่อเดือน แต่ที่นี่กลับไม่ได้โดดเด่นเรื่องเพลงที่มีอยู่มากมาย สิ่งที่เจ๋งกว่านั้นคือการมีเหล่าเซเลบ (Celebrity) หรือศิลปินดังๆ มาเขียนบล็อกให้ ไม่ว่าจะเป็น Ben Gibbard แห่ง Death Cab for Cutie หรือ Greg Saunier แห่ง Deerhoof </p>
<p><strong>5.</strong><a target="_blank" href="http://muxtape.com/"><strong>Muxtape</strong></a></p>
<p>คนที่เข้าเว็บนี้อาจรู้สึกแปลกๆ ที่เว็บนี้ไม่มีฟังก์ชั่นค้นหาเพลง, เปลี่ยนหน้าตาของเครื่องเล่นเพลงก็ไม่ได้, และทำไมตัวอักษรมันใหญ่ขนาดนี้? คำตอบก็คือเว็บทั่วไปมักจะมีฟังก์ชั่นมากเกินความจำเป็น ขณะที่ Muxtape ทำอย่างเดียวคือให้คุณมิกซ์เพลง mp3 ได้เองภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมายเลย </p>
<p><strong>6.</strong><a target="_blank" href="http://rcrdlbl.com/"><strong>RCRD LBL</strong></a></p>
<p>เป็นการรวมตัวกันของ 2 แนวความคิดที่กำลังมาแรงในโลกออนไลน์ นั่นก็คือบล็อกและเพลงฟรี โดยเว็บนี้จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้แก่ศิลปิน จากนั้นก็ให้คนมาดาวน์โหลดได้ฟรีๆ รวมทั้งยังดึงเอาบล็อกดังๆ ที่เขียนเรื่องเพลงมาอยู่ในเว็บอีกด้วย เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บ ส่วนที่มาของรายได้ก็คือโฆษณาล้วนๆ </p>
<p><strong>7.</strong><a target="_blank" href="http://www.seeqpod.com/"><strong>SeeqPod</strong></a></p>
<p>เว็บนี้เป็นเหมือนแหขนาดยักษ์ที่หว่านไปยังโลกออนไลน์ เพื่อหาเพลง mp3 มาให้คุณได้อย่างไม่ผิดหวัง ไม่ว่าเพลงนั้นจะซุกซ่อนตัวอยู่หลืบไหนของทะเลเพลงที่มีอยู่นับล้านๆ เพลงก็ตาม เว็บนี้เคยถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์มาแล้ว แต่ก็รอดมาได้เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เก็บเพลงเอาไว้ เพียงแต่ค้นหาเพลงให้เท่านั้น </p>
<p><strong>8.</strong><a target="_blank" href="http://www.sellaband.com/"><strong>Sellaband</strong></a> และ <a target="_blank" href="http://www.slicethepie.com/"><strong>SlicethePie</strong></a></p>
<p>สองเว็บนี้มีแนวคิดก้าวไปอีกขั้น คือไม่ได้ให้ผู้ฟังแค่จ่ายเงินซื้อเพลงออนไลน์เท่านั้น แต่ให้โอกาสผู้ฟังออกเงินลงทุนให้ศิลปินทำอัลบั้มกันเลยทีเดียว โดยทางเว็บจะจัดการทั้งการผลิตและการตลาดให้ด้วย และแน่นอนว่าแฟนๆ ที่เป็นเจ้าของเงินทุนก็จะได้อัลบั้มเพลง พร้อมกับส่วนแบ่งกำไรจากยอดขายอีกด้วย </p>
<p><strong>9.</strong><a target="_blank" href="http://www.tunecore.com/"><strong>TuneCore</strong></a></p>
<p>ที่นี่เป็นเหมือนร้านเพลงออนไลน์สำหรับศิลปินที่ต้องการขายเพลง โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เว็บนี้ก็จะกระจายเพลงไปยังเว็บไซต์ดังๆ อย่าง iTunes, Amazon, Rhapsody, eMusic และอีกมากมาย รวมทั้งยังสร้างร้านเพลงออนไลน์ให้ศิลปินนำ embed code ไปแปะที่เว็บไซต์ของตัวเองได้อีกด้วย </p>
<p><strong>10.</strong><a target="_blank" href="http://youtube.com/"><strong>YouTube</strong></a></p>
<p>คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสำหรับเว็บนี้ เพราะที่นี่รวบรวมมิวสิควีดีโอของศิลปินไว้นับไม่ถ้วน พร้อมๆ กับถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์นับไม่ถ้วนเช่นกัน</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/08/news_273945.php"><img alt="" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=939&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนใจมั้ย...ถ้าคุณเก็บข้อมูลบนเว็บได้ถึง 30 GB]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img height="75" alt="" width="105" align="left" border="0" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 236px" src="http://www.bangkokbiznews.com/2008/06/29/thumb/271327_whatishumyothumb3bkk.gif" />เว็บไซต์ที่ให้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรีๆ ถึง 30 GB และเพิ่มได้ถึง 100 GB ด้วยราคาเดือนละ 100 กว่าบาทเท่านั้น</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เว็บไซต์นี้มีชื่อว่า Humyo.com ซึ่งให้พื้นที่เก็บข้อมูลมากถึง 30 GB หรือเรียกว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ออนไลน์ขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว ข้อกำหนดก็คือว่าทางเว็บไซต์ให้พื้นที่ 25 GB ในการเก็บข้อมูลมัลติมีเดีย จำพวกเพลงและวีดีโอ ส่วนอีก 5 GB ที่เหลือสามารถเก็บไฟล์ประเภทไหนก็ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้าต้องการพื้นที่มากกว่านั้นก็ต้องจ่ายเพิ่มเอา </p>
<p>จุดเด่นของ Humyo.com ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดมหึมาเท่านั้น แต่ระบบจัดการไฟล์ของเว็บแห่งนี้ยังเป็นเลิศอีกด้วย เพราะที่นี่ใช้จาวาในการแสดงผล ทำให้ผู้ใช้สามารสร้างโฟลเดอร์ แยกประเภทโฟลเดอร์ และลากไฟล์ไปมาบนหน้าเว็บได้โดยตรง </p>
<p>และที่ดูจะเข้าท่ามากที่สุดคงหนีไม่พ้นระบบ Windows Desktop Client ซึ่งเป็นโปรแกรมสร้างไดรฟ์ออนไลน์ในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เช่นเดียวกับไดรฟ์ C หรือ D เมื่อผู้ใช้ต้องการอัพโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูล ก็เพียงลากไฟล์จากไดรฟ์หนึ่งไปยังไดรฟ์ออนไลน์ได้ทันที เหมือนกับการโยกย้ายไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว </p>
<p>ข้อเสียอย่างเดียวของเว็บนี้คือโยกย้ายไฟล์ได้ทีละหนึ่งไฟล์เท่านั้น ซึ่งทาง Humyo.com บอกว่าเว็บนี้ไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาเรื่องการโหลดไฟล์ทีละมากๆ แต่เน้นเรื่องการเข้าถึงและจัดการไฟล์ออนไลน์ต่างหาก อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์แท้จริงน่าจะเป็นเพราะ Humyo.com ต้องการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า </p>
<p>สำหรับระบบ Windows Desktop Client นั้น Humyo.com ให้ทดลองใช้ฟรี 14 วัน ถ้าหลังจากนั้นต้องการใช้ต่อก็ต้องจ่ายค่าสมาชิกในราคา 59.99 ดอลลาร์สหรัฐ และยังได้พื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเป็น 100 GB อีกด้วย </p>
<p>บริการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์นี้ ไม่ได้มีเฉพาะ Humyo.com เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายค่าย เช่น MobileMe ของ Apple ซึ่งจะเปิดตัวให้สาวก Mac ใช้งานได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในราคา 99 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี อีกค่ายที่น่าสนใจคือ Dropbox ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายๆ กัน แต่ขณะนี้ออกมาให้ใช้ในเวอร์ชันเบต้าเท่านั้น </p>
<p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีเว็บไซต์ที่บริการพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ให้เลือกมากมาย แต่ก็อย่าลืมว่าเว็บไซต์บนโลกออนไลน์นั้นอาจจะล่มเมื่อไหร่ก็เป็นได้ ดังนั้น การสำรองข้อมูลเอาไว้เองก็ยังคงจำเป็นอยู่เสมอนั่นเอง</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/06/29/news_271327.php"><img height="81" alt="" width="210" border="0" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_bangkokbussiness.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=855&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:28 +0700</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>

