<?xml version="1.0" encoding="TIS-620"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>:: PitlokCenter.com :: ศูนย์กลางธุรกิจพิษณุโลก ::</title>
<description>Rss XML</description>
<link>http://www.pitlokcenter.com</link>
<pubDate>Wed, 21 Dec 2011 09:51:11 +0700</pubDate>
<item>
<title><![CDATA[ประกาศอำเภอนครไทยเป็นพื้นที่ประสบภัยหนาว ]]></title>
<description><![CDATA[
<p>
  <div style="text-align: center; "><a rel="lightbox[8897]" href="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/IMG_4732-500x3331.jpg"><img title="IMG_4732-500x333" alt="" width="500" height="333" src="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/IMG_4732-500x3331.jpg" /></a>
  </div><br />วันที่ 19 ธันวาคม 2554 &nbsp;นายบุญยิ่ง คุ้มสุพรรณ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ขณะนี้ (&nbsp;19&nbsp;ธ.ค.)ทางจังหวัดได้ดำเนินการประกาศให้อำเภอนครไทย เป็นพื้นที่ภัยพิบัติหนาวแล้ว 1 อำเภอ เนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 3 วัน ทำให้ทางจังหวัดต้องประกาศให้พื้นที่ประสบภัย เพื่อนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณราบเชิงเขา และชาวไทยภูเขาที่อาศัยในพื้นที่อำเภอนครไทย</p>
<p>ในการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นนั้น ขณะนี้ทางป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก ได้ประสานไปทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละแห่งให้เร่งดำเนินการสำรวจประชาชนที่ประสบภัย พร้อมทั้งเตรียมจัดงบประมาณจัดซื้อผ้าห่มกันหนาว เสื้อกันหนาว&nbsp;&nbsp;และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และผู้เจ็บป่วย จะต้องเร่งดำเนินการให้ความเป็นช่วยเหลือเป็นการด่วน</p>
<p>สำหรับอุณหภูมิบนยอดดอยนั้นจะต่ำกว่าอุณภูมิพื้นราบมาก ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อุณหภูมิวันนี้อยู่ที่ 13 องศาเซนเซียส ขณะที่บ้านร่องกล้า ม.10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย เหนืออุทยานภูหินร่องกล้า อุณหภูมิอยู่ที่ 7-8 องศาเซนเซียน ขณะที่อุณหภูมิยอดหญ้า ลดลงเหลือเพียง 2-4 องศา<br /><br />ที่มา :<br /><img border="0" alt="" src="/backoffice/php_form/uploads/images/logo_pitlokhotnews.jpg" /><br /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4950&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:31 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ระวังไก่ดุ เจ้าของเตือนเลี้ยงเฝ้าบ้าน ]]></title>
<description><![CDATA[
<p>
  <div style="text-align: center; "><a rel="lightbox[8902]" href="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_03011.jpg"><img alt="" width="500" height="335" src="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_03011-500x335.jpg" /></a>
  </div><br />เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 54 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 10/1 ม.10&nbsp; บ้านกรับพวง ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อไปพิสูจน์บ้านหลังหนึ่ง &nbsp;ได้เขียนป้ายเอาไว้หน้าบ้านว่า ระวังไก่ดุ ซึ่งเป็นที่สงสัยอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา ส่วนมากจะเคยเห็นแต่ป้ายระวังสุนัขดุ ได้พบกับป้าหรั่ง มีไชโย อายุ 68 ปี เจ้าของบ้าน มีอาชีพเกษตรกรรมและหาจับปลาขาย นั่งอยู่บริเวณบ้านพอดี สอบถามชื่อไก่ทั้งสองตัวมีลักษณะคล้ายกัน ชื่อเจ้าหนึ่ง กับเจ้าสอง มีขนสีแดงด้วยกันทั้งคู่ และจะเดินตามกันไม่ห่างตลอดเวลา</p>
<p>
  <div style="text-align: center; "><a rel="lightbox[8902]" href="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0285.jpg"><img alt="" width="500" height="335" src="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0285-500x335.jpg" /></a>
  </div><br />ป้าหรั่ง เปิดเผยว่า สาเหตุที่เขียนป้ายเอาไว้เตือน เพราะมีคนที่เดินเข้าในบริเวณบ้านจะถูกเจ้าไก่ชนตัวผู้ จำนวน 2 ตัวไล่ตีได้รับบาดเจ็บเลือดอาบไปทุกราย ทำให้ต้องเขียนป้ายเตือน บางคนก็ไม่เชื่อคิดว่าตนเขียนเล่น แต่หลังจากถูกไก่ไล่ตีบาดเจ็บจึงต้องยอมเชื่อ&nbsp; ตั้งแต่เลี้ยงไก่มาเจ้าของสองตัวจะมีนิสัยดุร้ายมาก เป็นไก่ชนตัวผู้ที่คอยเฝ้าบ้านให้เวลาตนไม่อยู่บ้าน หรือแม้แต่ตนอยู่บ้าน หากมีคนมาหาเจ้าไก่ทั้งสองตัวจะเข้ามาตีทันที &nbsp;จนเป็นที่รู้ในนิสัยของเจ้าไก่ทั้งสองตัวนี้</p>
<p>
  <div style="text-align: center; "><a rel="lightbox[8902]" href="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0292.jpg"><img alt="" width="500" height="335" src="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0292-500x335.jpg" /></a>
  </div><br />ป้าหรั่ง กล่าวว่า เจ้าไก่ชนทั้งสองตัวเป็นไก่คอกเดียวกัน โดยครั้งแรกแม่ไก่ฟักลูกออกมาจำนวน 6 ตัว ตนก็เลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติหากินเอง หลังจากไก่ทั้ง 6 ตัวโตขึ้น ได้จับขายไป 4 ตัว เหลือเอาไว้สองตัวมีนิสัยดุร้ายชอบไล่ตีคน &nbsp;ไม่ว่าจะเป็นลูกเป็นหลาน หรือคนใกล้ชิด และเพื่อนบ้านถูกเจ้าไก่สองตัวไล่ตีจนบาดเจ็บไปตามๆกัน มีเพียงตนคนเดียวเท่านั้นที่เจ้าไก่ทั้งสองตัวไม่ตีและจะกลัวตนอีกด้วย จึงเลี้ยงเอาไว้เฝ้าบ้านเพราะจะชอบไล่ตีคนเข้ามาในบริเวณ ทุกวันนี้หลานชายยังกลัวเจ้าไก่สองตันนี้เลย เวลาลงมาเข้าห้องน้ำต้องระวังตัวตลอด ชาวบ้านในละแวกจะมาหาตนต้องตะโกนเรียกก่อน เพื่อให้ตนคอยดูไก่ให้</p>
<p>
  <div style="text-align: center; "><a rel="lightbox[8902]" href="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0290.jpg"><img alt="" width="500" height="335" src="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0290-500x335.jpg" /></a>
  </div><br />
  <div style="text-align: center; ">นอกจากนั้นชาวบ้านได้ให้สวมรองเท้าบู๊ทยาวเดินไปมา ปรากฏว่าเจ้าไก่ชนทั้งสองได้วิ่งเข้าใส่รุมตี จนต้องใช้ไม้ไล่ แต่เจ้าไก่ก็ไม่ยอม พอหันหลังให้เท่านั้น เจ้าไก่ได้วิ่งไล่ตีจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากถูกเดือยตีเป็นแผลทั้งสองแห่ง ทะลุรองเท้าบุ๊ททั้งสองข้าง และเคยมีคนเล่นไก่ชนมาขอลองซ้อมตีกับเจ้าไก่สองตัวนี้&nbsp; แต่เจ้าไก่สองตัวไม่ยอมตีด้วย &nbsp;แต่กลับไล่ตีเจ้าของไก่อย่างเดียว จนเป็นเรื่องที่แปลกและเป็นที่รู้กันว่าบ้านหลังดังกล่าวไก่ดุ<br /><br /><a rel="lightbox[8902]" href="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0294.jpg"><img alt="" width="500" height="335" src="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/media/2011/12/DSC_0294-500x335.jpg" /></a>
  </div><br /></p>
<p>////</p>
<p>
  <p style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 10px; padding-left: 0px; border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline-width: 0px; outline-style: initial; outline-color: initial; font-size: 14px; vertical-align: baseline; background-image: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; background-color: transparent; color: rgb(34, 34, 34); font-family: Tahoma, Arial, Helvetica, sans-serif; line-height: 20px; ">ชมภาพวีดีโอ</p>
  <div style="text-align: center; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline-width: 0px; outline-style: initial; outline-color: initial; vertical-align: baseline; background-image: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; background-color: transparent; " class="wordtube"><span style="color: rgb(34, 34, 34); font-family: Tahoma, Arial, Helvetica, sans-serif; " class="Apple-style-span"><span style="border-style: initial; border-color: initial; outline-style: initial; outline-color: initial; background-image: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; background-color: transparent; line-height: 20px; " class="Apple-style-span"><object id="WT1" name="WT1" data="http://www.phitsanulokhotnews.com/wp-content/plugins/wordtube/player.swf" width="480" height="360" style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline-width: 0px; outline-style: initial; outline-color: initial; font-size: 14px; vertical-align: baseline; background-image: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; background-color: transparent; " type="application/x-shockwave-flash"></object></span></span><br /><br />
    <div style="text-align: left; "><span style="color: rgb(34, 34, 34); font-family: Tahoma, Arial, Helvetica, sans-serif; " class="Apple-style-span"><span style="font-size: 14px; line-height: 20px; " class="Apple-style-span">ที่มา :<br /><img border="0" alt="" src="/backoffice/php_form/uploads/images/logo_pitlokhotnews.jpg" /><br /></span></span>
    </div>
  </div></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4949&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:31 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ฮือฮา! กรุพระนางพญา วัดราชบูรณะ พิษณุโลกแตก]]></title>
<description><![CDATA[<center><img border="0" src="http://www.meeboard.com/users/kaowtoo/imgupload/19-20.jpg" /></center>
<p>วันนี้(21 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมากพากันไปขุดหาพระเครื่องภ ายในวัดราชบูรณะ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จึงเดินทางไปตรวจสอบพบชาวบ้านและคนนอกพื้นที่กำลังขุดคุ้ยหาพระเครื่อง บริเวณด้านหลังเจดีย์หลวงอายุกว่า 1,000 ปี ใกล้กับเจดีย์รายบรรจุอัฐิของอดีตเจ้าอาวาส&nbsp;&nbsp; ซึ่งผู้ที่ขุดได้พระต่างส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ&nbsp; โดยพระที่อยู่ใต้พื้นที่ลุกเกือบ 2 เมตร เป็นพระพิมพ์นางพญาเนื้อดิน </p>
<p>พระปรีชาวุฒิสาสน์&nbsp; วุฑฒิโก เลขานุการเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ เปิดเผยว่า&nbsp; ช่วงเย็นวานนี้พาสามเณรไปทำความสะอาดและถางหญ้าบริเวณใกล้กับเจดีย์ราย เพื่อเตรียมสถานที่จัดงานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุและงานประเพณีสงกรานต์ประจำปี 53 ขณะทำความสะอาดอยู่นั้นได้พบตอของต้นมะม่วงถูกไฟไหม้อยู่&nbsp; จึงให้เณรนำน้ำมาราดแล้วขุดออกปรับหน้าดินให้เรียบ พอขุดลึกลงไปกว่า 1 เมตร ก็พบไหโบราณฝังอยู่ใต้ดินจำนวน 2 ไห&nbsp; เปิดดูภายในพบว่ามีพระเครื่องนางพญา พิมพ์เข่าตรง และพิมพ์เข่าโค้งอยู่จำนวนมาก&nbsp;&nbsp; เมื่อขุดลึกลงไปอีกก็พบไหลักษณะอีก 3 ไห จึงนำมาเก็บรักษาไว้ภายในวัด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระเครื่องที่ฝังไว้สมัยพระครูอนุโยคศาสนกิจ หรืออาจารย์อ่ำ เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ ตั้งแต่หลังปี 2469</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางวัดจะนำพระดังกล่าวให้ประชาชนเช่าบูชาเพื่อนำเงินรายได้มาก่อสร้างมณฑปประดิษฐานพ ระบรมสารีริกธาตุและบูรณะซ่อมแซมวัดต่อไป</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4590&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เกษตรจังหวัดพิษณุโลกแนะวิธีป้องกันเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง ด้วยชีววิธี เชื้อราบิวเวอร์เรีย]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img border="0" alt="" align="left" width="268" height="320" style="WIDTH: 268px; HEIGHT: 320px" src="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/69136.jpg" />วิธีการกำจัดเพลี้ยแป้งที่ปลอดภัยอีกทางหนึ่งที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรได้นำมาเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ทราบ คือ การป้องกันเพลี้ยแป้งด้วยชีววิธี เชื้อราบิวเวอร์เรีย ที่เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคกับเพลี้ยแป้งโดยสปอร์ราที่สัมผัสตัวเพลี้ยแป้งจะเข้าไปเจริญเติบโตในลำตัวของเพลี้ย ส่งผลให้เป็นอัมพาตและตายในที่สุดด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้จะขอแนะนำทั้งวิธีการผลิตและการนำไปใช้ดังนี้</p>
<p>1. วิธีการผลิตทำได้โดยการแช่ข้าวโพดแห้ง 40 กิโลกรัม (ใช้กับพื้นที่จำนวน 10 ไร่) ในน้ำ 12 ชั่วโมง จากนั้นนำข้าวโพดมาใส่ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 6x12 นิ้ว ปริมาณ &amp;frac12; กิโลกรัม/ถุง แล้วปิดถุงโดยจุกสำลีและห่อกระดาษรัดหนังยางนำไปนึ่ง 3 ชั่วโมง และพักให้เย็นก่อนนำเชื้อราบิวเวอร์เรียหยอดเข้าไปปริมาณ 2 กรัม/ถุง มัดปากถุงเหมือนเดิมและนำไปไว้ในห้องสะอาด มีแสงส่วง อากาศถ่ายเท ประมาณ 10-15 วัน </p>
<p>2. สำหรับการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ โดยนำเชื้อรา จำนวน 2 ถุง : น้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่นบริเวณที่มีเพลี้ยแป้งระบาด บนขนาดพื้นที่ จำนวน 1 งาน ในช่วงตอนเย็นที่มีความชื้นสูงและควรฉีดพ่นซ้ำกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน </p>
<p>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบิวเวอร์เรียเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเกษตรกรโดยตรง แต่การสัมผัสเชื้อราทั้งการสูดดมสปอร์หรือการใช้มือจับเชื้อราก็อาจมีผลกระทบต่อระบบการทำงานร่างกายในระยะยาวได้ เกษตรกรจึงควรสวมถุงมือและใช้หน้ากากปิดบริเวณจมูกและปากขณะฉีดพ่นให้เรียบร้อย ตลอดจนควรล้างมือและชำระร่างกายหลังมีการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียทุกครั้ง หากท่านสนใจการกำจัดเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังด้วยชีววิธี สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลกและสำนักงานเกษตรอำเภอ ทุกอำเภอ </p>
<p>ที่มา :<br /><img border="0" alt="" width="150" height="133" src="/backoffice/php_form/uploads/images/logo-RD.jpg" /></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4541&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เกษตรจังหวัดพิษณุโลก แนะหมัดเด็ดปราบ...เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ถูกจริง ดีจริง!]]></title>
<description><![CDATA[
<p><img border="0" alt="" align="left" width="404" height="404" style="WIDTH: 330px; HEIGHT: 330px" src="http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/69137.jpg" />นายวีระศักดิ์ เกิดแสง รักษาการเกษตรจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า การกำจัดแมลงศัตรูพืชตัวร้ายอย่าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่ชาวนาทุกคนยังคงค้นหาและทดลองกันอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลดูทีท่าว่าจะไม่ยอมสงบศึกง่ายๆ ได้สร้างความปวดหัวให้กับชาวนาในจังหวัดที่เป็นแหล่งการผลิตข้าวที่สำคัญ แต่จะมีชาวนาสักกี่คนที่รู้วิธีการที่เรียกว่า หมัดเด็ด ในการต่อสู้กับแมลงศัตรูพืชชนิดนี้อย่างมีประสิทธิภาพชนิดที่ว่า...ถูกจริง และดีจริง! <br />ซึ่งเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ขอนำเคล็ดลับดีที่ใช้กำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างได้ผลมาเล่าสู่กันฟัง โดย นายประเสริฐ ผามั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ผู้มีประสบการณ์ในการปลูกข้าวมานานกว่า 15 ปี บนพื้นที่จำนวน 100 ไร่ ที่อำเภอพรหมพิราม ได้เปิดเผยเคล็ดลับการต่อสู้กับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีภูมิปัญญาคนไทยอย่างได้ผลดีเยี่ยมด้วย พริกแกงเผ็ด ซึ่งทดลองใช้อย่างต่อเนื่องกับนาข้าว จำนวน 3 รุ่น พบว่าไม่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากวนใจ ต้นทุนการป้องกันกำจัดก็ถูกมากเพียงแค่ 2 บาท/ไร่ แถมคนฉีดพ่นสารยังปลอดภัยจากสารเคมี<br />.<br />1) สูตรการผสมพริกแกงเผ็ดไล่เพลี้ยกระโดดดังนี้ พริกแกงเผ็ด 2 กิโลกรัม น้ำส้มควันไม้ 5 ลิตร ใบสะเดาแก่หรือเมล็ดสะเดาบด 3 กิโลกรัม ผงซักฟอก 500 กรัม ซึ่งในส่วนผสมเหล่านี้จะประกอบด้วยสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน</p>
<p>2) วิธีการทำ นำพริกแกงเผ็ดแช่น้ำจำนวน 20 ลิตร ประมาณ 10  12 ชั่วโมง แล้วกรองเอาแต่น้ำ และนำเอาใบสะเดาแก่ใส่ปี๊บอัดให้แน่นเติมน้ำให้เต็มปีบต้มน้ำให้เหลือ &amp;frac12; ปี๊บกรองเอาแต่น้ำ (กรณีใช้เมล็ดสะเดาบดแช่น้ำสะอาดนาน 10  12 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำ) จากนั้นนำเอาส่วนผสมทั้งหมดเทใส่ภาชนะผสมให้เข้ากันบรรจุในภาชนะทึบแสงเก็บไว้ใช้ </p>
<p>3) อัตราการใช้สารฉีดพ่นจำนวน 150  200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นข้าวให้ต้นข้าวเปียกชุ่มโดยเน้นฉีดในเวลาเย็นเท่านั้น ทุกๆ 5  7 วัน </p>
<p>เกษตรกรหรือชาวนาท่านใดสนใจรายละเอียด สามารถติดต่อสอบถามกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก โทร 055-258816 หรือคุณประเสริฐ ผามั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ โทร 081-9738543 </p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.rd1677.com/branch.php?id=69137"><img border="0" alt="" width="150" height="133" src="/backoffice/php_form/uploads/images/logo-RD.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=4540&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชี้ชัดสุสานหนองตะเคียน สองแคว อายุ 2,000 ปี - เตือนระวังแก๊งตุ๋นหลอกซื้อของเก่า ]]></title>
<description><![CDATA[
<p align="center"><img border="0" alt="" width="688" height="516" style="WIDTH: 600px; HEIGHT: 450px" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008122302.JPEG" /></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายอนันต์ ชูโชติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีและศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งโบราณคดีวัดหนองตะเคียน ม.9 บ้านหนองตะเคียน ต.หนองกุลา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังรับรายงานมาตลอดว่า พบขวานหินและภาชนะดินเผาโบราณพร้อมซากโครงกระดูก 7 โครงก่อนพุทธศาสนาเผยแพร่<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายอนันต์ และทีมสำรวจการขุดค้นโครงกระดูกโบราณ ยืนยันว่า สุสานดังกล่าวเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ มีภาชนะดินเผา ลายเชือกคลาด ขูดขีด ไม่เคลือบ ลูกปัดหินคาเนเลียน ขวานหินขัด หินบดยา หินกรอด้าย เคียวหิน กำไลหิน ซึ่งดินแดนแห่งนี้ปลูกฝ้ายและทอเสื้อใช้ก่อนพุทธศาสนายังไม่เผยแพร่ เพราะเมื่อทุกคนตายลงแล้วจะถูกฝังที่วัดหนองตะเคียน ซึ่งเป็นบริเวณที่พักอาศัย และมีฝังติดต่อกันหลายยุคหลายสมัย ทำให้การวางเรียงของโครงกระดูกไม่ตรงกัน อายุเบื้องต้น 1,500-2,000 ปี ลักษณะเดียวกับแหล่งโบราณคดีบ้านบึงหญ้า อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นยุคที่ไม่มีเหล็กใช้ ซึ่งพบว่ามีหินที่ใช้หยอดหลุมในการเพาะปลูกพืชไร่ด้วย<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายอนันต์กล่าวย้ำว่า นับแต่นี้ขอให้ขาวบ้านยุติการขุดค้น เจ้าหน้าที่โบราณคดีจะดำเนินการต่อ ตนจะทำรายงานถึงอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อมาขุดค้นต่อไป แต่ไม่รับปากว่าเมื่อใดจะพยายามทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชน และยินดีที่ อบต.หนองกุลา ช่วยจัดงบประมาณสนับสนุน ก็ง่ายต่อการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนพิษณุโลก<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ฝากชาวบ้านที่มีวัตถุโบราณครอบครองไว้ ควรมอบให้ที่วัดเพื่อทำทะเบียนวัตถุโบราณ และเตือนระวังคนแปลกหน้าที่ชอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมศิลปกรมาขอซื้อลูกปัดหิน และของเก่านานาชนิด แท้จริงคือนักล่าของเก่า<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>นางกฤษณี ศุภกิจเจริญ นายกอบต.หนองกุลา อ.บางระกำ กล่าวว่า อบต.หนองกุลาพร้อมสนับสนุนกรมศิลปากรขุดเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีที่วัดหนองตะเคียน ล่าสุดนำตู้กระจกมาเก็บใส่โบราณวัตถุแล้ว ยินดีทำเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนหลังกรมศิลปากรช่วยชุดค้นบอกแหล่งความเจริญในยุคก่อน</p>
<p>ที่มา :<br /><a target="_blank" href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075927"><img border="0" alt="" width="285" height="66" src="/backoffice/php_form/uploads/images/paper_ASTV.jpg" /></a></p>]]></description>
<link><![CDATA[http://www.pitlokcenter.com/news/topic_view.php?n_id=3140&action=view]]></link>
<pubDate>Thu, 01 Jan 1970 07:33:29 +0700</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>

